
18 กันยายน 2550
เมื่อเข้าสู่ Knowledge-based Society จะพัฒนาคนตามยุคสมัยอย่างไร?
รัฐ-เอกชน ผนึกความรู้จัดการทุนมนุษย์รับมือความเปลี่ยนแปลงที่มาถึง
"ก.พ." แกนกลางประสาน19 กระทรวง 150 กรม อีกกว่า 200 บริษัทสร้างเครือข่ายแชร์ความรู้
ประเดิมเวทีแรกของปี เปิดแนวคิด "IBM" "KTC" สร้างคนอนาคตกันอย่างไร?
เมื่อสังคมก้าวเปลี่ยนเข้าสู่สังคมแบบ Post Knowledge-based Society หรือ Humanistic Society หรือสังคมหลังยุคสังคมฐานความรู้โจทย์ที่ตามมาคือจะทำอย่างไร ? กับการบริหารจัดการทุนมนุษย์ และพร้อมรับความเปลี่ยนทั้งความรู้ หลักการบริหารคนใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
สำนักงานข้าราชการพลเรือ หรือ ก.พ. จึงได้เป็นแกนกลาง ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายความรู้สาธารณะ ด้านการจัดการทุนมนุษย์ เพื่อแชร์ความรู้ระหว่างภาครัฐ เอกชน นำไปสู่เวทีสัมมนาครั้งที่ 1 ของปีในหัวข้อ "เตรียมคนไทย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน"
'ก.พ.' หวังเวทีความรู้
สร้างข้าราชการพันธุ์ใหม่
ปรีชา วัชราภัย เลขาธิการ สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กล่าวถึงการจัดการทุนมนุษย์ (Human Capital Management) ว่า เป็นความสำเร็จขององค์กรที่จะเกิดขึ้นภายใต้ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่ทุนมนุษย์จะเกิดขึ้นได้นั้นต้องประกอบด้วยประสบการณ์ ค่านิยม ความสามารถ ความรู้และทักษะ ซึ่งแนวทางการพัฒนา จัดการกับทุนมนุษย์ระหว่างภาครับและเอกชนในทุกวันนี้มีความใกล้เคียงกันมาก
ซึ่งโครงการดังกล่าวได้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ที่ขยายเครือข่ายความรู้สู่สาธารณะจากบริษัทเอกชนรายใหม่ๆ ที่คาดว่าจะมีภาคเอกชนเข้าร่วมกว่า 200 บริษัทและจากภาครัฐทั้ง 19 กระทรวง 150 กรมทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้ามาแชร์ความรู้ ระบบการบริหารจัดการ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสิ่งที่ใช้ในการจัดการทุนมนุษย์ เพื่อเป็นการ blend การจัดการทุนมนุษย์ให้แน่นในความรู้ การปฏิบัติเพื่อเตรียมสำหรับอนาคตจากเครือข่ายที่สร้างขึ้น
และได้กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น โดยยกตัวอย่าง เช่น การแลกเปลี่ยนกันระหว่างภาคราชการในการทำองค์กรให้เป็น corporate governance โดยบริษัท ล็อกเล่ย์ ประเทศไทย ได้นำไปใช้ และภาคราชการได้นำโครงการ old people young มาปรับใช้กับข้าราชการที่มีอายุมากเพื่อพัฒนาความรู้การใช้คอมพิวเตอร์ผ่านการเล่นเกม
โดยนำความรู้สร้างเครือข่ายผ่านกิจกรรมต่างๆ ในปีงบประมาณ 2551 ที่เริ่มโครงการปีที่ 2 นี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมสิ้นสุดกันยายนปี 2551 จะจัดเวทีสัมมนาจำนวน 5 ครั้ง การสร้างช่องทางการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ http://www.thaiHRhub.com และ ผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์รายการ "คนดลใจ" ช่อง 11 เวลา 22.00 น. บุคคลที่เป็นแขกรับเชิญ เช่น พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของปูนซิเมนต์ไทย วนิษา เรซ หรือ หนูดี ผู้สร้างโปรแกรมการเรียนอัฉริยะสร้างได้ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี สังคม ทองมี และศาสตราจารย์ระพี สาคริก เป็นต้น
ปรีชา กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันโครงการดังกล่าวยังเป็นเวทีเพื่อเสริมสร้างความรู้การพัฒนาคนในวงการข้าราชการรองรับกฎหมายใหม่ที่ว่าด้วยการแก้ไขวิธีการจัดระเบียบทรัพยากรบุคคลในวงราชการ เช่น เรื่องการจำแนกตำแหน่งใหม่ การยกเลิกระบบซี โดยจะมี performance มาเป็นตัวชี้วัด เป็นต้น
'IBM' ฝันไทยศูนย์ส่งออกคนมีทักษะ
แชร์แนวคิดปั้นคนขององค์กร
"เข้าใจในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของโลก การพัฒนาทักษะสำคัญที่สุด เริ่มจากพัฒนาคน คือเปลี่ยนทัศนคติ มุมมอง และเปิดรับสิ่งที่เข้ามาอย่างมีสติ"
"ศุภจี สุธรรมพันธุ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงแนวคิดของไอบีเอ็มในการจัดการทุนมนุษย์รับมือการเปลี่ยนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กับการเป็นบริษัทข้ามชาติที่มีพนักงาน 1,800 คนในไทยและ 3.6 แสนคนทั่วโลกและมีบริษัทใน 176 ประเทศ
โดยมองถึงความเปลี่ยนแปลงจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกที่เปลี่ยนจากสหรัฐอเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น มาเป็น จีน อินเดีย หรือน้องใหม่อย่างเวียดนาม และการแข่งขันทางธุรกิจพัฒนาด้านนวัตกรรม (Innovation) สินค้า การบริการ และรูปแบบในการดำเนินธุรกิจหรือ business model เพื่อสร้างความแตกต่างที่เกิดขึ้น
และด้วยรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไปมีการคอนเน็คกันมากขึ้น ฉะนั้นทักษะของคนสำคัญมาก “ศุภจี” ยกตัวอย่างการดำเนินธุรกิจของไอบีเอ็มในอดีตว่าส่งออกจากสหรัฐอเมริกาออกขายประเทศต่างๆ ทั่วโลก มาสู่การตั้งบริษัทในประเทศนั้นๆ รวมถึงไทยด้วย แต่ได้เกิดความซ้ำซ้อนในแง่ของการบริหารจัดการโดยเฉพาะบุคลากร ในบางแผนกจึงใช้เซ็นเตอร์ในการบริหาร เช่น ศูนย์ HR บริหารคนไอบีเอ็มทั่วโลกอยู่ที่ฟิลิปปินส์ ซัพพอสทั่วโลก จากประเทศที่คนมีทักษะในด้านนั้นๆ และมีหลายบริษัทที่เป็นลูกค้าไอบีเอ็มเพื่อส่งออก HR ให้ด้วย
ทั้งนี้ "ศุภจี" ฝันว่าทำอย่างไร? ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางส่งออกคนที่มีทักษะ เพราะด้วยความบีบรัดของโลกที่ไร้พรมแดน และการเกิดคู่แข่งเพียงชั่วข้ามคืนทักษะของคนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก
อย่างไรก็ตาม สำหรับไอบีเอ็ม ประเทศไทย โดย “ศุภจี” ได้มองคนที่จะเข้ามาเป็นพนักงานตั้งแต่ 1.ก่อนจะเข้ามาทำงานร่วมกัน (Pre Entrane) เช่น การพัฒนาหลักสูตรกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ service sine management engineering (ssme) สอนใน 8 มหาวิทยาลัยที่ได้เซ็น mou ร่วมกัน อย่างจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ถ้าจบตามเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดจะรับทำงานที่บริษัททั้งหมด เพื่อสร้างบุคลากรขึ้นมา
2. คัดเลือก (Recruit) จะ competency ตั้งแต่การสัมภาษณ์เพื่อดูพฤติกรรม เช่น ทักษะในการสื่อสาร การสอบ IQ และเตรียมพัฒนาสอบ EQ และไม่ดูประสบการณ์เพื่อเชื่อว่าคนที่มีคาแรคเตอร์ มีเพรสชั่นนั้นสามารถสร้างได้ รวมถึงไม่ดูสถาบันแต่ต้องมีเกรดเฉลี่ย 3 ขึ้นไปเพื่อดูถึงความรับผิดชอบ ความตั้งใจ 3.การพัฒนา (Develop) ซึ่งจะไอบีเอ็มมีคอร์สพัฒนาคนนับหมื่นคอร์สเพื่อพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ทั้งนี้พนักงานสามารถเลือกที่จะพัฒนาหลักสูตรต่างๆ ตามสนใจได้ด้วย รวมถึงแผนการพัฒนาตามตำแหน่งงาน อายุงาน
4.การรักษาไว้ (Retain) จะมีผลตอบแทนในรูปของเงินเดือน รางวัล และการพัฒนาความรู้ ทุนปริญญาโท เอก และมหาลัยชื่อดังฮาร์วาส ทั้ง reward เงินเดือน และ 5. ออก (Exit) จะด้วยสาเหตุใดก็ตามจะยังมีการติดต่อถามสารทุกข์สุขดิบ แต่เมื่อพนักงานจะลาออกสักคนถ้าทำงานไม่ได้ต้องให้ออก แต่ถ้าเป็น Top Talent ต้องพิจารณาให้ละเอียดถึงสาเหตุ
'KTC' เตรียมพร้อม 3 ด้าน
คน เทคโนโลยี พันธมิตร
และกับแนวคิดของ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC โดย “ดุสิต รัชตเศรษฐนันท์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่าสังคมในอนาคตนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ 4 สิ่งดังนี้ 1. ยุคของข้อมูลข่าวสาร ที่ความรู้จะผ่านเข้ามาอย่างทะลักทลาย แต่จะเลือกอย่างไร ? และเพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านใด ? 2. เทคโนโลยี ที่อำนวยความสะดวกในหลายๆ ด้านและทำให้เกิดความง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น 3. Global / Cross Culter เกิดการไหลบ่าของวัฒนธรรมหรือวัฒนธรรมข้ามชาติ และสุดท้าย 4. Competition สังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน
จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาทุนมนุษย์ เตรียมรับมือกับสภาพสังคมที่เกิดขึ้น โดย KTC เตรียมความพร้อมใน 3 ด้านคือ 1.คน เริ่มจากในการบริหารจัดการความรู้ที่จะให้กับคน วัฒนธรรมที่มีความเป็นหนึ่งเดียวและมีจริยธรรม สร้างบรรยากาศ สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความคิดที่แปลกใหม่พัฒนาไปสู่นวัตกรรม 2.เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับการแข่งขันที่รวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านก็ได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเทคโนโลยีที่สมัยใหม่เสมอไป
3.พันธมิตร ผนึกกำลังเพื่อสร้างแนวคิดหรือผลิตสิ่งใหม่ให้แข่งขันได้ เช่น ได้ร่วมกับเวิร์คพอยส์เพื่อผลิตรายการอัฉริยะข้ามคืน และอีกหลายพันธมิตรทั้งร้านอาหาร โรงพยาบาล เซอร์วิส สเตชั่น ปั๊มน้ำมันต่างๆ
คงต้องติดตามการพัฒนาทุนมนุษย์ของภาครัฐและเอกชนอย่ากระพริบ เมื่อโลกเปลี่ยน คนต้องเปลี่ยนตาม