
18 กันยายน 2550
สำนักงาน ก.พ. เตรียมยกระดับปั้น "คนไทย" สู่การแข่งขันระดับชาติ หลังจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 10 ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพ"คน" เป็นอันดับแรก
เล็งสร้างเครือข่าย "ความรู้คู่คุณธรรม" จับมือกับภาคเอกชนเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการจัดการทุนมนุษย์ของประเทศ ก่อนที่จะขยายต่อไปยังส่วนอื่น
ขณะที่ยักษ์ใหญ่ "ไอบีเอ็ม" ชี้ การพัฒนาคนอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ มุมมอง ต่อสิ่งใหม่ๆ ส่วน "เคทีซี" แนะ "นวัตกรรม" บวกกับ "การสร้างสรรค์" จะเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้คน "ตกงาน"
เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่มาจาก "ทั่วโลก"
การตั้งรับ "ทุนข้ามชาติ" พร้อมกับเปิด "เกมรุก" โดยอาศัย "คน" เป็นตัวขับเคลื่อน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด !!!
นั่นเพราะ การที่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนจะอยู่รอด เติบโต มีขีดความสามารถในการแข่งขันต่อสู้กับ "คู่แข่ง" เพื่อให้ได้มาซึ่ง "ชัยชนะ" ตอกย้ำความเป็น "ผู้นำ" ได้อย่างยั่งยืน จะต้องมี "ทรัพยากรบุคคล" หรือ "คน" ที่มีคุณภาพ
"เราจะต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ เพราะนี่คือกุญแจและปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดต่อสู่ภายใต้กระแสของการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน" นั่นคือคำกล่าวของ "นายปรีชา ชราภัย" เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ที่กล่าวกลางงานสัมมนาในหัวข้อเรื่อง "การพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะ ด้านการจัดการทุนมนุษย์ : เตรียมคนไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" ซึ่งจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนกันยายน 2550 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมจินดา ณ สงขลา สำนักงาน ก.พ. จังหวัดนนทบุรี โดยมีผู้บริหารจาก บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมอภิปราย โดยมีผู้แทนส่วนราชการ รวมทั้งหน่วยงานภาคเอกชนเข้าร่วมการสัมมนากว่า 400 คน
"นายปรีชา" บอกว่า ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 เป็นต้นมา ทิศทางพัฒนาประเทศได้มุ่งสู่แนวทางของการยึด "คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา" ต่อมาแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ก็ได้อัญเชิญ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" มาเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาให้คนรู้เท่าทันกระแสโลกาภิวัฒน์
ขณะที่แผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 10 ก็มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมของคนไทยรองรับการเปลี่ยนแปลงที่ประเทศจะต้องเผชิญ โดยกำหนดให้คนไทยทุกคนได้รับการพัฒนาทั้งร่างกาย จิตใจ ความรู้ ความสามารถ ทักษะการประกอบอาชีพ และมีความมั่นคงในการดำรงชีวิต ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับตนเองที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งของครอบครัว ชุมชน และสังคมไทย
"การพัฒนาทรัพยากรบุคคลนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญในระดับชาติ เพราะทรัพยากรบุคลที่มีขีดความสามารถจะช่วยพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวไกลไปได้ดียิ่งขึ้น" นายปรีชา กล่าว พร้อมกับชี้ว่า ถ้าเราสามารถสร้างให้ "คน" เป็นผู้ที่มีความพร้อมทางด้านสติปัญญา ความรู้ คุณธรรม และจริยธรรม เขาก็จะสามารถนำพาให้องค์กรนั้นๆไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ถ้าหากคนไม่มีคุณภาพ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้งานสัมฤทธิ์ผลได้
ที่สำคัญ ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องสร้างสังคมที่มี "ความรู้คู่คุณธรรม" เพื่อที่จะยืนหยัดอยู่ภายใต้กระแสของการแข่งขันในโลกยุคปัจจุบันและอนาคต
"เราจะสร้างสังคมฐานความรู้คู่คุณธรรม โดยมิได้หวังแต่ประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น และจะทำให้กระบวนการร่วมกันจัดการทุนมนุษย์ให้มีความรู้ ที่เหมาะสมกับทิศทางกาารพัฒนาประเทศ" นายปรีชา กล่าว
ปัจจุบันสำนักงาน ก.พ.เป็นองค์กรกลางที่รับผิดชอบการเตรียม การบริหารและการพัฒนากำลัง "คน" ในภาครัฐ ซึ่ง "นายปรีชา" บอกว่า เป้าหมายสูงสุดของการบริหารและพัฒนาคนในราชการ คือ "การทำให้คนของเรามีทุน คือมีความรู้ ความสามารถ ทักษะ สมรรถนะ ประสบการณ์และค่านิยมที่เหมาะสมในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ"
ดังนั้นในร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.... ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ จึงกำหนดว่า "การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนต้องเป็นไปเพื่อผลสัมฤกธิ์ต่อภารกิจของภาครัฐ ความมีประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า โดยให้ข้าราชการปฏิบัติราชการอย่างมีคุณภาพ มีคุณธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี" ซึ่งสะท้อนว่า ก.พ.จะเน้นการพัฒนากำลังคนแบบ "องค์รวม" หรือเรียกว่า Holistic Approach
ล่าสุด สำนักงาน ก.พ. ได้เริ่มดำเนินโครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายองค์ความรู้การจัดการทุนมนุษย์ โดยที่สำนักงาน ก.พ.จะเป็นศูนย์กลางด้านเครือข่ายด้านการจัดการทุนมนุษย์ของประเทศไทย เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการสร้างองค์ความรู้ต่อการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดต่อไปในอนาคต โดยผ่านกิจกรรมการบริหารจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรม ด้านการบริหารจัดการทุนมนุษย์ เพื่อเชื่อมโยงและพัฒนาเครือข่ายทั้งภายในและต่างประเทศ
"โครงการที่เราจัดทำขึ้น เพราะต้องการสร้างและพัฒนาเครือข่ายระหว่างหน่วยงานในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรต่าง ๆ ร่วมกันสร้างสรรค์องค์ความรู้ด้านการจัดกสนทุนมนุษย์ให้มีความก้าวหน้า" นายปรีชา กล่าว
นอกจากนี้ สิ่งที่สำนักงาน ก.พ. ต้องการจากโครงการที่ทำขึ้นก็คือ ต้องการเห็นการพัฒนาระบบและช่องทางการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการจัดการทุนมนุษย์ ระหว่างเครือข่าย อันจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการถ่ายทอดและเรียนรู้จากประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
โดยสำนักงาน ก.พ.ได้มีการร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการรวบรวมและประมวลองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรบุคคลเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนรับทราบ ที่สำคัญจะต้องสร้างเครือข่ายให้เข้าทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ โดยขณะนี้สำนักงาน ก.พ.กำลังพัฒนาเว็บไซต์ http://www.thaiHRhub.com ซึ่งจะเป็นเว็บไซต์ที่รวมแหล่งองค์ความรู้ใหม่ ๆ ด้านการจัดการทุนมนุษย์ รวมทั้งการจัดสัมมนาเครือข่ายตั้งแต่ปีนี้จนถึงเดือนมีนาคม 2551 ทั้งในส่วนกรุงเทพและปริมณฑล โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านรายการโทรทัศน์อีกด้วย
"สิ่งที่สำนักงาน ก.พ.ทำในวันนี้ ก็เพราะป้าหมายสำคัญของการสร้างเครือข่ายองค์ความรู้ด้านการจัดการทุนมนุษย์ ที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อต่อยอดความรู้ในด้านการพัฒนาและการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของแต่ละองค์กร เพื่อนำเอาความรู้เหล่านั้นไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบุคลากรของตนเอง" นายปรีชา กล่าว
นอกจากนี้ กระบวนการทำงานยังเป็นการสร้างเป็นเครือข่ายหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างองค์กรในภาคส่วนต่างๆ ที่เรียกว่าเป็น Strategic Partner เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารทุนมนุษย์ของประเทศต่อไป
ขณะที่มุมมองผู้บริหาร "บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด" และ "บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี ต่างมีมุมมองที่ตรงกันว่า "ธุรกิจและประเทศจะเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิ จะต้องเริ่มที่คน"