
27 กันยายน 2550
จากการศึกษาของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าในช่วงปี พ.ศ. 2506-2526 ประชากรไทยมีอัตราการเกิดที่สูงมาก คือ มีจำนวนเด็กเกิดเกิน 1 ล้านคนเป็นเวลาติดต่อกันในช่วง 20 ปีดังกล่าว
ที่เรียกว่า “ประชากรรุ่นเกิดเกินล้าน”
คนกลุ่มนี้ในปัจจุบันมีอายุระหว่าง 24-44 ปี ซึ่งถือเป็นคลื่นลูกใหญ่ของประเทศ ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ตั้งแต่วัยเด็ก เข้าสู่วัยเรียน วัยทำงาน และเข้าสู่วัยสูงอายุในอีก 15-20 ปีข้างหน้า ในขณะที่หลังปี พ.ศ. 2526 รัฐบาลไทยได้รณรงค์ให้คุมกำเนิดประชากร ส่งผลให้ประชากรวัยทำงานจะเริ่มลดลงตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 เป็นต้นไป
นั่นหมายถึง “การขาดแคลนแรงงาน” เป็นความท้าทายที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่
สำหรับโครงสร้างอายุของข้าราชการในช่วง 20 ปีที่ผ่านมามีอัตราเพิ่มขึ้นมาก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จึงมีการกำหนดนโยบายเรื่อง “กำลังคน” ของภาครัฐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดขนาดของกำลังคนที่เหมาะสม สอดคล้องกับภาระงบประมาณของประเทศ ซึ่งลดการบรรจุคนเข้าทำงานได้ในระดับหนึ่งแต่กลับส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอายุของกำลังคนที่จะเริ่มทยอยเกษียณอายุราชการในช่วง 5-10 ปีข้างหน้าเป็นจำนวนมาก บางกระทรวงมีผู้เกษียณอายุเกือบครึ่งหนึ่งของข้าราชการทั้งกระทรวง
นี่เองคือจุดที่เป็น “วิกฤติ...ของโครงสร้างอายุราชการ”
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) โดยกลุ่มยุทธศาสตร์กำลังคนภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการวางแผนกำลังคนภาครัฐจึงได้เร่งวิเคราะห์ข้อมูลโครงสร้างอายุข้าราชการ เพื่อเตรียมการรองรับปัญหาที่คาดว่าจะเกิดผลกระทบกับการบริหารทรัพยากรบุคคลในระบบราชการไทย
นายปรีชา วัชราภัย เผยถึงผลของการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ว่า “ในภาพรวมอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีข้าราชการเกษียณร้อยละ 18 หรือประมาณ 65,890 คน จากจำนวนข้าราชการทั้งหมด 360,000 คน ซึ่งตัวเลขจากข้อค้นพบที่เป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุดก็คือ มีข้าราชการที่มีอายุเฉลี่ยมากกว่า 55 ปี มากกว่าร้อยละ 15 ของข้าราชการในสายงานนั้น 6 สายงานด้วยกันคือ นายตรวจศุลกากรร้อยละ 28.4 นักวิชาการป่าไม้ร้อยละ 19.0 นักวิชาการเกษตรร้อยละ 17.9 นักวิชาการศึกษาร้อยละ 17.9 นักพัฒนาสังคมร้อยละ 17.2 และเจ้าหน้าที่การทูตร้อยละ 15.3 ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงต้องตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเตรียมการเพื่อรับมือ”
นอกจากนี้ยังพบว่ากระทรวงที่มีข้าราชการอายุ 50 ปีขึ้นไปสูงมากกว่าร้อยละ 30 ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศร้อยละ 30.5 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร้อยละ 31.0 กระทรวงศึกษาธิการร้อยละ 31.1 กระทรวงอุตสาหกรรมร้อยละ 31.5 กระทรวงพาณิชย์ร้อยละ 32.1 กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร้อยละ 35.4 และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร้อยละ 35.8 ”
จากตัวเลขเหล่านี้ฉายให้เห็นภาพที่ชัดเจนของปัญหาในเรื่องกำลังคนภาครัฐที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เลขาธิการ ก.พ. ย้ำว่าปัญหานี้ไม่ได้ถูกละเลย สำนักงาน ก.พ. ได้วิเคราะห์ กลั่นกรองและมีการนำเสนอการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นในส่วนราชการระดับกระทรวง และระดับกรม ดังนี้
1. ส่งเสริมให้ส่วนราชการที่มีข้าราชการรุ่นใหม่น้อยหาแนวทางในการวางแผนการสรรหาข้าราชการรุ่นใหม่ให้เข้ามาทำงานมากขึ้นทั้งโดยการบรรจุใหม่ รับโอน หรือการสรรหาแบบ Lateral Entry
2. การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง เพื่อทดแทนกำลังคนในระดับสูงที่จะเกษียณอายุในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า
3. การวางแผนพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับภารกิจของส่วนราชการ
4. กำหนดภารกิจ หรือโครงการบางโครงการโดยให้เอกชนมาทำแทน
5. ถ่ายโอนภารกิจบางภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
6. สร้างระบบการจัดการความรู้ มีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากกำลังคนรุ่นเก่าสู่กำลังคนรุ่นใหม่
7.บริหารกำลังคนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างวัยของกำลังคนในส่วนราชการ
8.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของข้าราชการในรุ่นต่างๆของส่วนราชการ
นายปรีชายังกล่าวอีกว่า ขณะนี้สำนักงาน ก.พ. กำลังศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆในการหาแนวทางเพื่อ
1.ปรับปรุงระเบียบและวิธีการเพื่อให้สามารถดึงดูดกำลังคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพให้เข้าสู่ระบบราชการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
2.ปรับปรุงเงินเดือนและค่าตอบแทนเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้าสู่ระบบราชการ
3.ปรับปรุงเรื่องความก้าวหน้าในการรับราชการ
4.ส่งเสริมและพัฒนากำลังคนในรูปแบบต่างๆ
5.ทบทวนและปรับปรุงบทบาท ภารกิจที่รัฐควรทำ หรือไม่ควรทำ
6.ทบทวน และปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำหนดตำแหน่งระดับสูง
7.ออกแบบระบบให้ส่วนราชการสามารถเคลื่อนย้ายกำลังคนได้โดยง่าย
8.พิจารณาขยายระยะเวลาการเกษียณอายุราชการของกำลังคนในบางลักษณะงาน
9.เสนอแนะให้มีโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ในกระทรวงหรือส่วนราชการที่มีข้าราชการสูงอายุอยู่จำนวนมาก เพื่อเป็นการถ่ายเทกำลังคนส่วนหนึ่งออกไปและรับกำลังคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน ซึ่งจะทำให้โครงสร้างอายุของข้าราชการมีความสมดุลได้เร็วขึ้น
10.ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยเจาะลึกในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอายุข้าราชการเช่น การเกษียณอายุราชการตามลักษณะงาน ความสัมพันธ์ระหว่างอายุกับประสิทธิภาพการทำงานในลักษณะงานต่างๆ สัดส่วนของกำลังคนที่เหมาะสมในช่วงอายุต่างๆตามลักษณะส่วนราชการและลักษณะงาน
เลขาธิการ ก.พ. ย้ำว่าแนวทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เป็นการนำเสนอเบื้องต้นเท่านั้น จะต้องหาข้อมูลและข้อสรุปเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต และจะต้องพึ่งระบบฐานข้อมูล โดยสำนักงาน ก.พ. ได้พัฒนาระบบสารสนเทศข้าราชการระดับกรม (DPIS)
จากความต้องการข้อคิดเห็นจากฝ่ายงานต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาเพิ่มเติมอีก สำนักงาน ก.พ. จึงได้จัดการสัมมนาเรื่อง “โครงสร้างอายุข้าราชการ : วิกฤติ หรือโอกาส” ไปเมื่อวานก่อน ณ โรงแรมเรดิสันโดยมี ศ.ดร.ปรัชญา เวสารัชช์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นางพัชนี จันทร์น้อย ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ นายฉัตรพงษ์ วงษ์สุข นายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย
MAT เป็นผู้ร่วมอภิปราย ดร.สุรพงษ์ มาลี จากสำนักงาน ก.พ. เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย และมีผู้บริหารหน่วยงานการเจ้าหน้าที่ และหัวหน้ากลุ่มพัฒนาระบบบริหารในภาคส่วนราชการ เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการแก้ปัญหา
หากมองอย่างเป็นปัญหาก็ต้องบอกว่านี่คือ “วิกฤติ” การขาดแรงงานในอนาคต
แต่หากมองอย่าง “คิดบวก” ก็ต้องบอกว่านี่คือ “โอกาส” ที่จะได้ปรับปรุงแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลของราชการให้มีความทันสมัย ทันโลก ทันเหตุการณ์
รวมทั้งการพัฒนา “องค์ความรู้ในการทำงาน” ให้มีการถ่ายทอดจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ อันจะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆมาพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต...!
และนี่เป็นอีกแนวทางหนึ่งในโครงการพัฒนาศูนย์เครือข่าย “องค์ความรู้สาธารณะด้านการจัดการทุนมนุษย์” ของสำนักงาน ก.พ.