Article

บิสิเนสไทย

แข่งอย่างไรกับทุนนิยมยุคใหม่

2 ตุลาคม 2550


"บิสิเนสไทย" ไขคำตอบผ่านมุมมอง "ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์" ที่มีดีกรีเขียนตำราการบริหารจัดการ และการตลาดร่วมกับศ.ดร.ฟิลิฟ คอตเลอร์ ปรมาจารย์ทางด้านการตลาดมาแล้ว และอีกบทบาทในฐานะ"มือขวาคู่บารมี"คนสำคัญของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และพาณิชย์

"โลกพลิกโฉม ความมั่งคั่งในนิยามใหม่"

วันนี้ "ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์" ในบทบาทผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนหนังสือ "จุดเปลี่ยนประเทศไทย : เศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวัฒน์" รวมทั้ง The Marketing of Nations หนังสือที่ว่าด้วยแนวคิดสร้างความมั่งคั่งของชาติด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ร่วมกับ "ฟิลลิป คอตเลอร์" กูรูด้านการตลาดชื่อดัง

"ดร.สุวิทย์" ฉาพภาพให้เห็นถึงกระแสโลกาภิวัฒน์ที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านจาก "สังคมฐานความรู้" หรือ Knowledge Based Society สู่โลก "หลังสังคมฐานความรู้" เพื่อตอกย้ำ "ระบบทุนนิยมแบบยั่งยืน" โดยเขาเล่าผ่านหนังสือ "โลกพลิกโฉม ความมั่งคั่งในนิยามใหม่" ที่ตัวเขาเป็นผู้เขียน ว่า...

ในอดีตกระแสโลภิวัฒน์ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน 3 ระลอกใหญ่ด้วยกัน คือ "สังคมก่อนการเกษตรกรรม" มาสู่ "สังคมเกษตรกรรม" ที่เน้นการเพาะปลูกหรือ Growing Thing และต่อมาได้วิวัฒนาการมาสู่ "สังคมอุตสาหกรรม" ซึ่งเป็นสังคมยุคที่ 2 ที่เน้นหนักในเรื่องการผลิต หรือ Making Things โดยในยุคนี้ทำให้คนกลายเป็นหุ่นยนต์ ละทิ้งความรู้สึก และคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เช่น ความรัก ความกล้า แรงบันดาลใจ ความคิดสร้างสรรค์ เพราะถูกแทนที่ด้วยงานประจำที่จำเจ ดำเนินชีวิตที่ซ้ำซาก และต่อมาโลกได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ "สังคมฐานความรู้" หรือเรียกว่า Knowledge Based Society ซึ่งเป็นสังคมที่ 3 อย่างสมบูรณ์แบบ

"สังคมฐานความรู้ได้สร้างชนชั้นใหม่ขึ้นมาที่มีความเป็นอิสระในการทำงานสูง มีความชำนาญเฉพาะทาง มีความหลากหลาย ต่างกับมนุษย์ในสังคมอุตสาหกรรมที่การทำงานเต็มไปด้วยการควบคุมที่เข้มงวด"

อย่างไรก็ตาม บนสังคมฐานความรู้ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้ ก็ก่อให้เกิดสังคมในหลากหลายรูปแบบด้วยกัน อาทิ ก่อให้เกิดการเห็นแก่ตัว การเอารัดเอาเปรียบ ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม จึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง "คน" มากขึ้นเรื่อย ๆ

"ในภาวะที่โลกเชื่อมต่อกัน ทำให้คนเรียกหาระบบทุนนิยมมากขึ้น ส่งผลให้มีการเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน จึงทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งอนาคตจะมีช่องว่างของคนรวยกับคนจน , คนรู้ คนไม่รู้ , คนได้โอกาสกับคนที่ด้อยโอกาสมากขึ้น เพราะฉะนั้นสังคมที่มีความรู้อย่างเดียวคงจะไม่พอ แต่จะต้องมีคุณธรรม ซึ่งจะช่วยให้เราก้าวข้ามสังคมฐานความรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยม นำไปสู่โลกหลังสังคมฐานความรู้ อันเป็นสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยมที่ยั่งยืน" ดร.สุวิทย์ กล่าว

พร้อมกับย้ำว่าในการขับเคลื่อนโลก "หลังสังคมฐานความรู้" ให้ประสบความสำเร็จจะต้องนำจุดเด่นของสังคมฐานความรู้ คือการตอบสนอง (Serving) , การสร้างความรู้ (Knowing) , การรังสรรค์ความคิด (Thinking) และการสั่งสมประสบการณ์ (Experiencing)มาใช้ควบคู่กับความไว้วางใจ (Trusting) , การใส่ใจ (Caring) , การแบ่งปัน (Sharing) และความร่วมมือร่วมใจ (Collaborating) เข้าไปด้วย
ความรู้+คุณธรรม โลกหลังสังคมฐานความรู้

นอกจากนี้ การที่สังคมจะก้าวเข้าสู่โลก "หลังสังคมฐานความรู้" ได้อย่างสมบูรณ์นั้นจะต้องมี "ความรู้" และ "คุณธรรม" ซึ่งเป็นสองเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนา "คน" และ "ประเทศ"

"ทุกวันนี้ความรู้ที่เกิดขึ้นมันเป็นไดนามิค คือต้องหมุนได้ เปลี่ยนได้ นำความรู้มาใช้ต่อให้เกิดประโชยน์สูงสุด ที่สำคัญเราต้องสร้างความรู้ขึ้นมาอยู่เสมอ ๆ แล้วแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันจึงทำให้เกิดความรู้ เพื่อเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ประเทศไทยความรู้เราบกพร่อง เพราะเรามัวแต่เน้นการบริโภคความรู้ โดยเน้นการนำเข้าความรู้จากคนอื่น ถูกบ้างผิดบ้าง จึงทำให้รากเหง้าความรู้ของประเทศไทยมีปัญหา....

ซึ่งผมขอยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งคือ การที่คนเรารู้มากแต่ไม่บอก ไม่กล่าว ไม่แลกเปลี่ยนกับคนอื่น สักพักความรู้นั้นก็ล้าสมัยตกยุค ทำให้ไม่เกิดการพัฒนา หรือถ้าเราแลกเปลี่ยนความรู้กับคนใดคนหนึ่ง บางที่เขาก็จะแนะนำหรือติเตียน ซึ่งบางที่เราก็สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาต่อยอดได้ เกิดเป็นประโยชน์ ดังนั้นการแลกเปลี่ยนความรู้จึงสำคัญ" ดร.สุวิทย์ กล่าว

"ดร.สุวิทย์" กล่าวต่ออีกว่า โลกหลังสังคมฐานความรู้ จะเป็นโลกสัมพันธภาพของผู้คนที่จะมีปฏิสัมพันธ์กันทั้งในแนวกว้าง หรือ "Many2Many" และแนวลึก หรือ "Mind2Mind" นอกเหนือจากเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการทำธุรกรรม

"ในโลกหลังสังคมฐานความรู้ จะมีการเน้นเรื่องของการสร้างสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น เกิดความร่วมมือกันทั้งในส่วนของกิจกรรมเชิงพาณิชย์และกิจกรรมเชิงสังคมมากขึ้นด้วย โดยความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการร่วมรังสรรค์ระหว่างผู้บริโภคกันเองหรือระหว่างผู้บริโภคด้วยกัน ซึ่งจะครอบคลุมทั้งในส่วนที่เป็นการร่วมกันในเชิงพาณิชย์และทางสังคม" ดร.สุวิทย์ กล่าว