Article

บิสิเนสไทย

โลกหลังสังคมฐานความรู้ "กัลยาณมิตร" มาก่อนพันธมิตร

2 ตุลาคม 2550


"โลกหลังสังคมฐานความรู้ จะเป็นโลกที่ทำให้ผู้คนมีความกระฉับกระเฉงขึ้น มีการเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เพราะแต่ละคนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมใน Social Space มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในมิติทางด้านเศรษฐกิจสังคม หรือการเมืองที่สำคัญความรู้ที่เกิดขึ้นจะต้องคุณธรรมควบคุมด้วย ซึ่งตรงกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพอดี เพราะรากฐานของเศรษฐกิจพอเพียงมาจากความรู้คู่คุณธรรม" ดร.สุวิทย์ กล่าว

นอกจากนี้ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ที่ทำให้เกิดความรู้และคุณธรรมแล้ว ยังเป็นการสร้าง "การสร้างภูมิคุ้มกัน" โดยรู้จัก "ความพอประมาณ" และ "ความมีเหตุมีผล"

"ภูมิคุ้มกันก็คือคนที่มีความรู้และคุณธรรมที่จะเดินควบคู่กันไป ในขณะที่ความพอประมาณ คือทางสายกลาง แต่ทางสายกลางไม่ใช่เส้นตรง แต่เปรียบเหมือนอุโมงค์ วิถีชีวิตเหมือนงูที่สามารถเลื้อยขึ้นลงอยู่ในอุโมงค์ ที่เราเรียกว่า Snake in the Tunnel ความพอประมาณเปรียบได้กับความกว้างของอุโมงค์ ถ้าอุโมงค์แคบเกินไป เราก็จะรู้สึกอึดอัด ถ้าอุโมงค์กว้างขึ้น เราก็จะรู้สึกสบาย อย่างไรก็ตาม ความกว้างของอุโมงค์ของแต่ละคนจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับความมีเหตุมีผลและระดับภูมิคุ้มกันที่บุคคลนั้นมีอยู่ คือ ความพอประมาณ = ความมีเหตุมีผล , ระดับของภูมิคุ้มกัน" ดร.สุวิทย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นกับใครได้นั้นก็ต่อเมื่อคน ๆ นั้นมีทั้งความรู้และคุณธรรมควบคู่กันไป ถ้ามีแต่ความรู้ ไม่มีคุณธรรม ก็ไม่มีภูมิคุ้มกัน หรือ การมีคุณธรรมแต่ไม่มีความรู้ ก็เป็นภูมิคุ้มกันไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นทั้ง 2 กรณี จัดเป็นภาวะ "ภูมิคุ้มกันบกพร่อง"

เขาชี้ว่า ในทางเศรษฐกิจ โลกหลังสังคมฐานความรู้จะเป็นโลกที่เน้นเรื่องของ "ความสัมพันธ์" นอกเหนือจากเรื่อง "ธุรกรรม" เน้นเรื่องของ "ส่วนรวม " นอกเหนือจากเรื่อง "ส่วนตัว"

ขณะที่ทางสังคม วัฒนธรรมเสรีว่าด้วย "Tree to Tale" และ "Free to Share" ในโลกหลังสังคมฐานความรู้ จะลดอุปสรรคของผู้คนในการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และเครือข่าย เป็นการเพิ่มความเท่าเทียมกันในโอกาสของผู้คนในสังคม เพื่อให้ผู้คนเหล่านั้นสามารถหลุดพ้นจากความจนจากความไม่รู้ และจากความด้อยโอกาส ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพของสังคมยุคก่อน ๆ

ส่วนในทางการเมือง "ดร.สุวิทย์" บอกว่าโลกหลังสังคมฐานความรู้ จะเป็นการเปิดครรลองคุณธรรมทางการเมือง เพราะเป็นโลกที่สะท้อนคุณค่าของความเป็น "สังคมแห่งเสรีภาพ" ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพส่วนบุคคลและประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม การติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่าย ทำให้วัฒนธรรมของแต่ละสังคมเกิดการปรับเปลี่ยนสู่วัฒนธรรมที่เป็นประชาธิปไตยและวัฒนธรรมที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น

ดร.สุวิทย์ ชี้ว่า ในช่วงที่ผ่านมา สังคมไทยมีพลวัตการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ทั้งในมิติทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2549-2550 ทำให้สังคมไทยตกอยู่ใน 4 กับดัก ด้วยกันคือ 1.สังคมที่สับสน คือตอนนี้สังคมไทยไม่มีความมั่นใจในสถานการณ์บ้านเมือง ก่อให้เกิดการชลอตัวของการลงทุน การบริโภค การจ้างงาน ส่งผลให้เกิดการหดตัวทางเศรษฐกิจที่อาจจะส่งผลกระทบทางสังคมตามมา

2. สังคมที่ขัดแย้ง เพราะตอนนี้สังคมไทยกำลังแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เป็นความขัดแย้งที่มีโอกาสนำไปสู่ความรุนแรง

3. สังคมแห่งความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากเกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน และตอนนี้เริ่มมีความเหลื่อมล้ำของช่องว่างของอำนาจ ความมั่งคั่ง และโอกาสระหว่างคนรู้กับคนไม่รู้ และ 4.สังคมที่ถดถอย

"ตอนนี้หากวัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมิติทางด้านเศรษฐกิจมหภาค ประสิทธิภาพของภาครัฐ ขีดความสามารถของภาคเอกชน ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของไทยลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง" ดร.สุวิทย์ กล่าว

ดังนั้นประเด็นที่ท้าทายไม่เพียงแต่จะเกิดกับผู้บริหารประเทศเท่านั้น แต่กับประชาชนทั่วไปก็ต้องมีส่วนสำคัญในการที่จะเปลี่ยน "วิกฤติ" ให้เป็น "โอกาส" จากสังคมที่สับสนสู่ "สังคมที่สร้างสรรค์" จากสังคมที่ขัดแย้งสู่ "สังคมที่สมานฉันท์" จากสังคมที่เหลื่อมล้ำสู่ "สังคมที่เป็นธรรม" และจากสังคมที่ถดถอยสู่ "สังคมที่สามารถ"

"การที่เราจะสร้าง 4 สังคมดังกล่าวให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ จำเป็นที่จะต้องใช้เวลา รวมทั้งทรัพยากร ตลอดจนมาตราการต่าง ๆ ในการเยี่ยวยา โดยอาศัยการคิดเพื่อให้เกิดปัญญา มากกว่าจะใช้เวลาคิดเพื่อสั่งสมปัญหา เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกพร้อมกับเข้าใจถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียง" ดร.สุวิทย์ กล่าว