
21 กุมภาพันธ์ 2551
ในการบรรยายพิเศษเรื่อง"Crystallizing Thailand's Human Capital in the 21st Century" โดย ศ.ศาสตราจารย์ดิพาก ซี เจน ( Dipak C. Jain) คณบดีแห่งสถาบันการบริหารจัดการ Kellogg แห่งมหาวิทยาลัย Northwestern ประเทศสหรัฐอเมริกา นักการตลาดชั้นนำคนหนึ่งของโลก ซึ่งดำเนินงานภายใต้ "โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะด้านการจัดการทุนมนุษย์" โดย สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) อันมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจ และให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องของการพัฒนาทุนมนุษย์ในทุกภาคส่วน
ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน ได้บรรยายถึงศักยภาพของประเทศไทย และแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้ไทยได้นำจุดแข็งในด้านต่างๆ ที่มีโดยเฉพาะในเรื่องของคนซึ่งเหนือกว่าชาติอื่นในแถบเอเชีย มาเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาประเทศ โดยกล่าวว่าแนวโน้มและทิศทางเศรษฐกิจโลกในอีก 10-2-0 ปี ข้างหน้าจะเป็นยุคทองของเอเชียแทนที่สหรัฐฯ และยุโรป โดยสามารถดูได้จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาที่เปลี่ยนไป ประเทศกำลังพัฒนาปัจจุบันเริ่มมีอัตราการเจริญเติบโต ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ที่เพิ่มสูงมากขึ้น ผกผันกับ GDP ของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วที่เริ่มลดลง โดยเฉพาะตัวเลขของ GDP ในกลุ่มประเทศเอเชีย
"มีการคาดคะเนกันว่าในราว ค.ศ. 2015 GDP ของจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และประเทศเอเชียอื่นๆ รวมกัน จะสูงเป็นร้อยละ 45 ของ GDP โลก ดังนั้นนโยบายในระดับประเทศต่างๆ ก็จะหันไปเป็นเชิง มองไปทางตะวันออก (Look East) แทนที่จะเป็นมองตะวันตก (Look West) ตามแนวนโยบายแบบเดิมๆ เอเชียจะกลายเป็น New USA ซึ่งย่อมาจาก United States of Asia ดังนั้นประเทศในเอเชียจะต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่และสร้างพลังในการแข่งขันบนเวทีโลกให้กับภูมิภาค" ดิพาก ซี เจน กล่าว
ในการบรรยายยังได้มีการประเมินความพร้อมของประเทศไทย เพื่อรองรับการแข่งขันในศตวรรษที่ 21 โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบในเรื่องของ ทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุนและการพัฒนา ของหลายๆ ประเทศในเอเชียกำลังมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่าง จีนและอินเดีย รวมไปถึงผู้นำเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐอเมริกา โดย ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน ระบุว่าประเทศจีนนั้น มีภาคการผลิตขนาดใหญ่มหึมา มีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ดี อินเดีย ก็มีบุคคลกรที่มีศักยภาพ มีความรู้ความสามารถทำงานให้แก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่วนสหรัฐอเมริกายังคงเน้นไปที่เรื่องนวัตกรรม โดยมีทรัพยากรบุคคลที่สามารถคิดค้นและสร้างสิ่งใหม่ๆได้ตลอดเวลา และเป็นแหล่งรวบรวมทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลก
"ทั้งสามประเทศที่กล่าวถึงนั้นล้วนมีการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรมนุษย์อย่างเต็มศักยภาพ แต่สำหรับประเทศไทย ถึงแม้จะมีความพร้อมที่ระบบสาธารณูปโภค ประกอบกับสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยเหมาะสมเป็นศูนย์กลางภาคการผลิตได้ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมิได้นำจุดแข็งในมิติของคน อย่างเช่น เอกลักษณ์ความเป็นไทยที่มีความโอบอ้อมอารี และมีวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนที่เป็นไปอย่างสบายๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละคือจุดขายที่แท้จริงของไทย"
"หัวใจหรือปัจจัยหลักในการประกอบธุรกิจเพื่อให้แข่งขันได้ในโลกอนาคตนั้นจะต้องตระหนักว่า มนุษย์เป็นทรัพยากรเพียงประการเดียวที่จะสามารถสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้" ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน กล่าวย้ำ
5P 5H โมเดลใหม่พัฒนาทุนมนุษย์
ศาสตราจารย์ ดิพาก ซีเจ ยังได้นำเสนอโมเดลใหม่ในการสร้างและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่เรียกว่า "โมเดล 5 P" ที่มีคน (People) เป็นศูนย์กลาง โดยนำความรู้ความสามารถและศักยภาพที่ซ่อนเร้น (Potentiality) ของแต่ละคนมาใช้ให้เกิดประโยชน์เต็มที่เป็นปัจจัยไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต (Productivity) ให้สามารถเจริญเติบโตอย่างสร้างผลกำไร (Profitability) และนำไปสู่การสร้างความมั่งคั่ง (Prosperity) และความผาสุกของคนในประเทศในที่สุด ดังนั้นนโยบายของรัฐจึงควรคำนึงถึงความสำคัญของคนเป็นอันดับแรก
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน ยังกล่าวเสริมอีกว่า การพัฒนาศักยภาพและขีดความ สามารถมนุษย์ตามโมเดลข้างต้น ยังจะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลักที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า "โมเดล 5 H" ซึ่งประกอบไปด้วย ความสมดุล (Harmony) ของความพร้อมในด้านต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย หัว (Head) หมายถึงความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนและสั่งสมมา มือ (Hand) หมายถึง ความสามารถและทักษะในการทำงาน หัวใจ (Heart) ซึ่งในหัวข้อนี้สำหรับคนไทยนั้นหมายถึงความเป็นไทยและความโอบอ้อมอารี ที่ส่งผลดีต่อธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการ และสุขภาพ (Health) ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีจะเอื้อต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
"การพัฒนามนุษย์ต้องทำความเข้าใจถึงเรื่องการทำงานของสมอง โดยสมองคนเราสามารถแบ่งได้กว้างๆ ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่คิดวิเคราะห์ ส่วนที่ใช้คิดในการวางกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์สำหรับแก้ปัญหาต่างๆ ส่วนที่ใช้คิดจัดระบบระเบียบ และส่วนที่เป็นความดีงามและจริยธรรมของมนุษย์ ซึ่งหากเราสามารถพัฒนาสมองทั้งสี่ส่วนนี้ ให้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกๆ ด้าน ก็จะทำให้มนุษย์ผู้นั้นเป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบ" ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน กล่าว
เผย 3 จุดแข็งของไทยในเวทีโลก
ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน ได้บรรยายพิเศษเรื่องของ "การสร้างแบรนด์ที่มีปัจจัยคนเป็นศูนย์กลาง" ที่จะทำให้เกิดคุณลักษณะพิเศษและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของตนเองในสายตาชาวโลก ยกตัวอย่างเช่น จีน มีจุดเด่นในการเป็นฐานการผลิตและมีต้นทุนราคาที่ต่ำ หรืออินเดียที่มีบุคคลากรที่เชี่ยวชาญและมีความรู้ความสามารถ แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว เรายังคงขาดการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศให้รับรู้ในสายตาชาวโลก (Personal Identity in Global Context) ดังนั้น ด้วยจุดแข็งที่ประเทศไทยมี ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจนได้เสนอทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมที่เราน่าจะมีความได้เปรียบ และเป็นโอกาสทองของไทยในการแข่งขันบนเวทีโลกประกอบไปด้วย
"หนึ่ง" อุตสาหกรรมด้านสุขภาพอนามัย (Customer Well-Being) เนื่องจากแนวโน้มของ
โลกที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็นโอกาสดีที่ไทยจะเป็นแหล่งศูนย์กลางของการรักษาพยาบาลและกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอนามัยต่างๆ อาทิ การทำสปาหรือการบำบัดต่างๆ "สอง" อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับลูกค้า (Customer Engagement) อย่าง อุตสาหกรรมสื่อและการบันเทิงต่างๆ และ "สาม" อุตสาหกรรมบริการ (Customer Hospitality) ที่ไทยมีความพร้อมทั้งด้านการท่องเที่ยว การโรงแรมและร้านอาหาร
การบรรยายพิเศษที่จัดขึ้นโดย สำนักงาน ก.พ. ในครังนั้นมีข้อสรุปที่น่าสนใจว่า หัวใจสำคัญ และทิศทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในโลกยุคใหม่คือ "การพัฒนาและลงทุนในทรัพยากรมนุษย์" โดยก่อนที่จะจบการบรรยายพิเศษ ศาสตราจารย์ ดิพาก ซี เจน ได้หยิบยกเอาคำกล่าวของ Antoine de Saint-Exupery ปราชญ์ชาวฝรั่งเศสขึ้นมาเน้นย้ำและสรุปหัวใจหลักของการพัฒนาทุนมนุษย์โดยมีใจความว่า..."หากจะสอนคนให้ทำอะไรสักอย่าง ไม่เพียงแต่แค่สอนให้เขามีทักษะในการปฏิบัติเท่านั้น แต่ต้องสอนให้เขามีความเข้าใจอย่างท่องแท้และมีความมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำด้วย เปรียบเหมือนกับการสอนให้คนต่อเรือ แทนที่จะสอนให้เขาเข้าป่าตัดไม้มาประกอบตัวเรือ ต้องสอนให้เขามีแรงปรารถนาที่จะออกทะเลด้วย"