Article

ชะเง้อมองญี่ปุ่น... ครุ่นคิดถึงชะตากรรมคนแก่ของไทย


การที่ประเทศต่างๆ มีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น จนกลายเป็น สังคมผู้สูงวัย (Ageing Society) เป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วทุกวงการในสังคมไทย
สังคมที่เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยย่อยก่อเกิดผลกระทบได้หลากหลายมิติ แต่ด้านหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจระดับมหภาคก็คือ แนวคิดเกี่ยวกับ อัตราส่วนการพึ่งพาทางเศรษฐกิจ (Economic Depency Ratio) ซึ่งคำนวณง่ายๆจาก [จำนวนคนนอกวัยทำงาน]÷[จำนวนคนในวัยทำงาน]
หากประเทศใดมีตัวเลขอัตราส่วนการพึ่งพาทางเศรษฐกิจก็ตีความได้ว่าประเทศนั้นมีภาระต้องเลี้ยงดูคนนอกวัยทำงานมาก
อย่างไรก็ดีเมื่อกล่างถึงคนในวัยทำงาน เรามักหมายถึงคนอายุตั้งแต่ 14-60 ปี ดังนั้นคนที่อยู่นอกวัยทำงานจึงมีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กแรกเกิดถึงอายุ 14 (ยังอยู่ในวัยเรียนตามเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ) กับกลุ่มผู้สูงวัยเกิน 60 ปี (ทำงานมาจนเกษียณแล้ว) ดังนั้นอัตราส่วนการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจึงแยกได้เป็น 2 ส่วน คือ อัตราส่วนการพึ่งพาฯ โดยคนแก่ (Aged Dependency Ratio) และอัตราส่วนการพึ่งพาฯ โดยเด็ก (Child Dependency Ratio)
ในปี 2533 ญี่ปุ่นมีอัตราส่วนการพึ่งพาฯโดยคนแก่เท่ากับ 1/6 (คนตั้งแต่ 6 คน เลี้ยงคนแก่ 1 คน) แต่คาดว่าตัวเลขจะขี่จรวดพุ่งพรวดเป็น ½ (คนแค่ 2 คน เลี้ยงคนแก่ 1 คน) ภายใน 7-8 ปี นับจากวันนี้ ซึ่งคิดๆ ดูก็น่ากังวลใจอยู่ เพราะเมื่อถึงเวลานั้นสัดส่วนคนทำงานจะน้อยลง รัฐจัดเก็บรายได้จากภาษีได้น้อยลงแต่กลับต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเพื่อจัดบริการสวัสดิการสังคมและสุขภาพให้แก่ประชากรสูงวัย (คนแก่ยอมเจ็บออดแอดกว่าหนุ่มสาวเป็นธรรมดา) มากขึ้น ซึ่งคงจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการคลังและการงบประมาณของประเทศ
ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้คิดถึงมาตรการหลายอย่าง เช่น การปฎิรูประบบบำเหน็จบำนาญการหาทางเพิ่มรายได้รัฐ (เริ่มคิดว่าจะเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ญี่ปุ่นเรียกว่าภาษีการบริโภค – Consumption Tax) การจูงใจให้คนยืดเวลาเกษียณอายุอออกไป เพราะนอกจากจะทำให้คนออกจากกำลังแรงงาน (Workforce) ช้าลงแล้ว ยังเป็นการหน่ววงเวลาที่รัฐจะต้องจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญออกไปได้อีกด้วย
แต่ที่น่ารักสุดๆ (คาวาอิเนะ) ก็คือการที่รัฐบาลญี่ปุ่นดูแลเทคแคร์ (Take care) เอาใจใส่คนของเขาเป็นอย่างดี ไม่มองข้ามแม้แต่นักโทษวัยชรา โดยเมื่อเร็วนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจทุ่มทุนกว่า 2,500 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมในเรือนจำหลายแห่ง เช่น สภาพลิฟต์โดยสาร ราวจับพยุงตัวเวลาเดิน ห้องน้ำห้องท่า และจัดหารภเข็นนั่งให้เพียงพอต่อความต้องการ เพื่อให้เหล่านักโทษชราได้ติดคุกกันอย่างสบายเนื้อตัวขึ้น
หากย้อนมองดูสถิติตัวเลขทางประชากรศาสตร์ของบ้านเรา จะเห็นว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยมากกว่า 3 ปี แล้ว โดยปี 2548 เป็นปีแรกที่สัดส่วนประชากรสูงอายุของไทยพุ่งทะลุระดับ 10% (คนไทย 9 คน เลี้ยงคนแก่ 1 คน) แล้วก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ (10.4 %, 10.5% และ 10.7% ในปี 2548, 2549 และ 2550 ตามลำดับ) ตามอย่างประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลาย
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่คนในแวดวงต่างๆ ของสังคมไทย ณ ขณะนี้มีกำลังสนใจเรื่องสังคมผู้สูงวัย เราจึงได้ยินเรื่องราวที่เกี่ยวข้องจากผู้คนหลากวงการ ในหลายประเด็นจนคุ้นหู เช่น
- คนในแวดวงการบริหารทรัพยากรมนุษย์พูดถึงองค์กรในอนาคตที่คนทำงานจะมีอายุเฉลี่ยค่อนข้างสูง (Ageing workplace/ Organization) หรือแม้แต่ใน พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่ก็ทันสมัยพอที่จะตอบสนองต่อประเด็นเกี่ยวกับกังคมผู้สูงวัย เช่น มาตรา 108 ที่เปิดโอกาสให้ข้าราชการผู้มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวบางคน สามารถรับราชการภายหลังเกษียณต่ออีกไม่เกิน 10 ปี
- หมอพูดเรื่องแนวทางการดูแลรักษาสุขภาพผู้สูงอายุ
- นักการเงินพูดเรื่องกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long-term Equity Fund : LMF)
- นักสังคมสงเคราะห์ถกประเด็นปัญหาเรื่องคนแก่ถูกทอดทิ้ง
- คนในแวดวงการเที่ยวท่องโปรโมตการท่องเที่ยวพำนักระยะยาว (Long Stay) ที่มุ่งเจาะตลาดคนวัยเกษียณที่มีทั้งเงินและเว