สัมนา/เสวนาวิชาการ

ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เตรียมคนไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” โดย ประมนต์ สุธีวงศ์

29 พฤศจิกายน 2550 ณ ณ หอประชุมสุขุมนัยประดิษฐ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นนทบุรี


สรุปเนื้อหาปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เตรียมคนไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยนายประมนต์ สุธีวงศ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการสัมมนาเครือข่ายสัมพันธ์ครั้งที่ 2 “เตรียมคนไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2550 ณ หอประชุมสุขุมนัยประดิษฐ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นนทบุรี




ย้อนหลังไปเมื่อ ปี พ.ศ. 2540 เมื่อประเทศประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจ สาเหตุสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น เกิดจากความอ่อนแอทางโครงสร้างเศรษฐกิจ ก็เพราะความไม่พร้อมของระบบบริหารจัดการ คุณภาพของบุคลากร ทำให้ไม่สามารถปรับตัวเองให้รับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและสิ่งแวดล้อมที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจตามแนวคิดเดิมที่มีการขยายการลงทุนโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติทีมีอย่างสมบูรณ์ และแรงงานที่มีจำนวนมาก เป็นสิ่งสำคัญคงไม่ได้แล้ว เราต้องสร้างเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรมใหม่ เป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องมาพูดกันเรื่อง การเตรียมพร้อมสำหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ใน 4 เรื่องด้วยกัน

1. ระบบบริหารจัดการความรู้
2. โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา
3. พัฒนาคุณสมบัติของเด็กตามแนว 4 ร
4. หนทางสู่สังคมของความรู้

1.ระบบบริหารจัดการความรู้

ย้อนหลังไปเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา โลกอยู่ในยุคสังคมเกษตรกรรม ถัดมา เราก็ก้าวเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม และต่อมาก็เป็นสังคมบริการ และก้าวเข้าสู้ยุคสังคมแห่งการเรียนรู้ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสังคมที่จะต้องใช้สมองมากกว่าแรงงาน การพัฒนาประเทศเป็นการแข่งขันเรื่องความรู้ ประเทศใดที่สั่งสมความรู้หรือมีการการพัฒนาทุนมนุษย์มาก่อนเราให้มีคุณภาพหรือมีความสามารถมากว่าเราก็ดี ก็สามารถที่จะพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้เร็วกว่า ฉะนั้นทรัพยากรมนุษย์ของประเทศจึงกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ในการที่จะพัฒนาอย่างยั่งยืน

ดังนั้นการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องมีระบบการบริหารจัดการความรู้ที่ดี มีความพร้อมของปัจจัยสนับสนุนที่เรียกกันว่า โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา ระบบการจัดการความรู้มีองค์ประกอบ 3 ส่วนด้วยกัน

-มีความสามารถในการผลิตความรู้ทั้งใหม่และเก่า เกิดจากการค้นคว้าวิจัย พัฒนาออกแบบเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ หรือทำความรู้เดิมที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านนี้คือ สถาบันการศึกษา รวมไปถึงสถาบันวิจัยของภาคเอกชน ขณะนี้มีความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจที่เราเรียกว่า “สหการศึกษา” เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่ศึกษามาแล้ว 3 ปี ในปีสุดท้ายเข้าไปทำงานจริงกับภาคเอกชนแล้วกลับมาเขียนรายงาน เพื่อนำเอาแนวทางปฏิบัติ ก่อนที่จะออกไปปฏิบัติงานจริง นอกจากการศึกษาในระบบแล้ว เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น เราไม่ควรมองข้าม ประเทศไทยมีการศึกษาที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าเป็นหัตถกรรม เกษตรกรรม หรือสินค้าโอทอป เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เราจะต้องสนับสนุน การนำมาประยุกต์ร่วมกับความรู้สมัยใหม่เพื่อประโยชน์ในการพัฒนามนุษย์ต่อไป

-การแพร่และกระจายความรู้สู่สาธารณะหรือชุมชน คนที่มีความรู้และประสบการณ์ถ่ายทอดความรู้นั้นให้กับผู้ที่เข้ามาทำงานหรือเข้ามาในวงการใหม่ หรือจะเป็นสถาบันการศึกษาในรูปแบบของการจัดอบรม สัมมนา หรือสถาบันวิจัย การเผยแพร่ความรู้ที่เกิดขึ้นในสมัยใหม่นี้ คือผ่านสื่อทางอินเทอร์เน็ต เข้าไปในระบบที่สามารถให้คนในประเทศได้เข้าถึงความรู้ผ่านกระบวนการศึกษาด้วยตนเอง

-ใช้ความรู้ที่มีให้เป็นประโยชน์ ประยุกต์ใช้ความรู้ ในการแก้ไขปัญหา ทั้งในกระบวนการอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และภาคบริการ หรือเพื่อสาธารณประโยชน์ ทั้งที่บันทึกไว้ได้ และบันทึกไม่ได้ เช่นประสบการณ์ที่อยู่ในตัวบุคคล บุคคลที่สะสมประสบการณ์ไว้ เป็นแหล่งต้นกำเนิดของนวัตกรรมต่อไป ประเทศที่พัฒนาแล้วมีการนำความรู้จากบุคคลที่มีอยู่ประจำตัวไปทำนวัตกรรมเพิ่ม การถ่ายทอดความรู้ประเภทนี้ในประเทศไทยเห็นตัวอย่างค่อนข้างน้อย เพราะความรู้เฉพาะตัวก็จะอยู่เฉพาะตัว ไม่ได้นำมาใช้ในลักษณะที่จะทำให้เกิดการต่อยอดได้ เป็นข้อสังเกตที่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป

2. โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา มีองค์ประกอบสำคัญดังนี้

-ทรัพยากรมนุษย์ เป็นตัวกลางที่จะสร้าง กระจาย และใช้ความรู้ การศึกษาเป็นไปตลอดชีวิต การทำงานของแต่ละบุคคลไม่ได้หยุดหาความรู้เฉพาะในวงการศึกษาเท่านั้น การแสวงหาความรู้จึงอยู่กับตัวเราตลอดไป ปัจจุบันการผลิตกำลังคนโดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขาดความเชื่อมโยงกับผู้ใช้บริการที่แท้จริง ในระดับอุดมศึกษาการเรียนสอนเป็นทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ เมื่อจบแล้วต้องไปฝึกงานหาประสบการณ์สักระยะหนึ่ง จึงจะทำงานจริงได้

-เทคโนโลยีสารสนเทศ มีการคุยกันมาก ทุกคนยอมรับแล้วว่า โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ต้องมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ทันสมัย จะต้องมีการเข้าถึง มีความสามารถเข้าถึงจากทุกแหล่ง ประเทศไทยมีความสามารถในการเข้าถึงล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะพื้นฐานการอำนวยความสะดวก การเชื่อมโยงกับแหล่งต่างๆทั่วประเทศยังไม่ค่อยพร้อม ที่ประเทศสิงคโปร์ ทุกบ้านเขามีความสามารถและมีอุปกรณ์สำหรับการเข้าถึงการสื่อสารกับทั่วโลกได้ สะดวกและรวดเร็ว

-วัฒนธรรมและจริยธรรมในสังคม วัฒนธรรมของการเรียนรู้ต้องสร้างผู้ประกอบการ ต้องสร้างค่านิยมให้เป็นที่ยอมรับว่าการที่ทำอะไรแล้วล้มเหลวไม่ใช่เป็นความเสียหายที่รับไม่ได้ แต่เป็นการกระตุ้นให้คนเรียนรู้ กล้าคิด กล้าทำ กล้าเสี่ยงที่จะทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป เมื่อล้มเหลวไปแล้วก็ยังมีความพยายามที่จะทำให้ประสพความสำเร็จ แต่คนไทยเมื่อล้มเหลวกลับไม่ได้รับการยกย่อง ต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ตรงนี้ เพราะคนที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันของโลก นานาประเทศ ล้วนแต่เคยล้มลุกคลุกคลานมาก่อนทั้งสิ้น

-กฎหมายและกฎระเบียบ ประเทศที่มีการออกกฎหมาย กฎระเบียบที่ช่วยส่งเสริมจูงใจเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ ยกตัวอย่าง ทรัพย์สินทางปัญญา หากเรานำของคนอื่นมาใช้เราก็ต้องยอมรับที่จะจ่าย หากประเทศของเรามีการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ต้องมีการนำเอามาใช้ต่อยอด สร้างสังคมไทยให้มีการรับรองทรัพย์สินทางปัญญาที่จะเกิดขึ้น ขณะนี้เป็นห่วงว่า สังคมไทยไม่เห็นความสำคัญ คนที่สามารถคิดค้นได้ ก็สามารถถูกลอกเลียนแบบได้ทันที มูลค่าที่เกิดจากความคิดของเขาก็จะหายไป

-โครงสร้างพื้นฐานของสถาบัน เมื่อสร้างความรู้มาแล้วการใช้เพื่อการเผยแพร่กระจายความรู้ องค์กรพวกนี้ก็คือ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยและอุทยานวิทยาศาสตร์ เป็นต้น เป็นความรับผิดชอบของภาครัฐที่จะจัดระบบโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ให้เกิดขึ้น มีบุคลากร ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีอุปกรณ์พอเพียงที่จะเป็นหลักในการใช้พัฒนามนุษย์ ประเทศที่พัฒนามาแล้วอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยจะเป็นสิ่งแรกๆที่เขาจะผลักดันให้เกิดขึ้นก่อนที่จะสร้างสาธารณูปการอื่นๆ เพราะเป็นแหล่งต้นกำเนิดให้คนเข้าถึงความรู้ได้ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมี

3.พัฒนาคุณสมบัติของเด็กตามแนว 4 ร

นักศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ศึกษาเรื่อง การศึกษาของนักศึกษาไทย มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ 4 เรื่อง ดังนี้

-รู้ทันโลก ต้องฝึกทักษะการหาความรู้ ทักษะการจัดการความรู้ ทักษะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและทักษะทางภาษา คนในปัจจุบันพูดได้อย่างน้อย 2-3 ภาษา โดยเฉพาะการตื่นตัวเรื่องภาษาจีนนอกจากภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสากล การเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เราต้องสนับสนุนให้เขาแสวงหาความรู้ใหม่ๆด้วยตนเอง การเรียนไม่ได้จบในห้องเรียน แต่การแสดงหาความรู้ด้วยตนเองเป็นเรื่องสำคัญ ต้องศึกษาหาโอกาสที่จะเสริมสร้างความรู้ให้ตัวเอง ไม่จำกัดเฉพาะการอ่านหรือการเขียน ขณะนี้มีแหล่งความรู้ทางอินเทอร์เน็ตที่มีความรู้มหาศาลให้เราเข้าไปศึกษาได้

-เรียนรู้ ชำนาญ เชี่ยวชาญ ปฏิบัติ โดยที่มีความคิดสร้างสรรค์และมุ่งสู่คุณภาพ มีวินัยทางความคิดที่ฝึกฝนจนเกิดความเชี่ยวชาญในวิทยาการ และมีความคิดที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

-รวมพลังเพื่อสร้างสังคม ให้เป็นสังคมที่เกื้อกูลและเป็นมิตร สังคมที่จะผลักดันให้มีการพัฒนาได้ ต้องทำงานเป็นทีม มีความเห็นของส่วนรวม มีความตั้งใจที่จะทำงานให้ส่วนรวม

-รักษาวัฒนธรรมของความเป็นไทย เห็นคุณค่าของอัตลักษณ์ของภูมิปัญญาไทย ตั้งมั่นในความเป็นธรรม มีหลักการดำเนินชีวิตไปด้วย การมีวินัย มีสติ มีความซื่อสัตย์ ขยัน
ผู้ศึกษาบอกว่าถ้าเด็กไทยสามารถที่จะได้รับการพัฒนาตาม 4 แนวทางนี้ได้ ผู้บริหารของสังคมไทยในอนาคตภาครัฐและเอกชน น่าจะเป็นแบบอย่างให้คนชนรุ่นหลังได้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

4. หนทางสู่สังคมแห่งความรู้

- ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การศึกษาพยายามประยุกต์เอาความปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาสอนให้นักศึกษา คำนึงถึงความพอประมาณ ไม่ฟุ้งเฟ้อ มีการตัดสินใจบนพื้นฐานของการหาเหตุผล เตรียมตัวให้พร้อมกับความผันผวนของวิกฤติต่างๆที่จะเกิดขึ้น ด้วยการฝึกตัวเองให้มีความรอบคอบ ระมัดระวัง

- การพัฒนาการศึกษาไทย ต้องมุ่งให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เราเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ต้องให้คนอื่นมาสอนเรา เราต้องมีความใส่ใจที่จะใฝ่หาความรู้ด้วยตัวเอง

- สังคมของการเชื่อใจระหว่างทุกภาคี การพัฒนามนุษย์ของประเทศมีความสลับซับซ้อนมาก ฉะนั้นความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ การศึกษา ชุมชนท้องถิ่นและเอกชน ให้เกิดความเรียนรู้ร่วมกัน เป็นแนวคิดในการบริหารพัฒนาทุนมนุษย์ที่ตรงกับความต้องการ ฉะนั้นในปัจจุบัน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการผลิตบุคคลากร ในเรื่องที่ให้โอกาสบุคลากรไปอยู่ในสถานประกอบการจริง เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

-การพัฒนาคน ตามแนวทางพระราชดำริ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริล้วนเป็นการศึกษาในเรื่องของการทำให้สุขภาพพลานามัยและการศึกษาของประชาชนดีขึ้น ท่านทรงให้ความสำคัญต่อการสร้างจิตสำนึกให้มีศีลธรรมแก่ประชาชน ให้รู้จักประมาณตน ประหยัด อดออม ซื่อสัตย์ สุจริต มีความเพียรและอดทน การพัฒนาตามแนวทางพระราชดำริ เป็นการเสริมสร้างศักยภาพของคนในทุกมิติ ทั้งด้านร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงและมีสติปัญญา ทำให้เกิดการรอบรู้มีจิตใจที่สำนึกในคุณธรรม มีจริยธรรมและความเพียรที่จะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์

การพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีความรู้ ความสามารถ ในการทำมาหากินเพียงอย่างเดียวไม่มากพอที่จะนำไปพัฒนาประเทศให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เคยพูดเรื่องการสร้างคนไว้ว่าต้องมี 3 ค.การสร้างคนอย่างมีคุณภาพ คุณค่า และคุณธรรม

ดังนั้นการที่ สำนักงาน ก.พ.ได้ริเริ่มสร้างพื้นที่ที่จะให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาทุนมนุษย์ ด้วย “โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะด้านการจัดการทุนมนุษย์” จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะการเรียนรู้และการพัฒนามีต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น