
3 มกราคม 2551 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมโฟว์ซีซั่น กรุงเทพฯ
สรุปการบรรยายพิเศษเรื่อง “Crystallizing Thailand’s Human Capital in the 21st Century” (ทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของไทยยุคใหม่) โดยศาสตราจารย์ Dipak C. Jain จัดโดย โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะด้านการจัดการทุนมนุษย์ สำนักงาน ก.พ. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมโฟว์ซีซั่น กรุงเทพฯ วันที่ 3 มกราคม 2551
ประเด็นสำคัญในหัวข้อการบรรยายอยู่ภายใต้แนวคิด:
ยุคสมัยแห่งเอเชีย (The Age of Asia);
ยุคสมัยแห่งความรู้ความสามารถ (The Age of Talent);
การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ (Investing in People);
และ การสร้างแบรนด์โดยอาศัยคนเป็นศูนย์กลาง (People Centric Branding)
ในประเด็นแรก Dipak C. Jain (ดีพาก ซี. เจน) ได้พูดถึงสภาพเศรษฐกิจโลกในสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้าว่าจะเป็นยุคทองของเอเชีย จะขึ้นมาแทนที่สหรัฐฯ และยุโรป ทั้งนี้ได้ชี้ถึงโครงสร้างเศรษฐกิจของโลกว่ากำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยดูจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา ประเทศกำลังพัฒนานั้นปัจจุบันเริ่มมีอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ที่เพิ่มสูงมากขึ้น ผกผันกับการเจริญเติบโตของ GDP กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่เริ่มลดลง หากเจาะลงไปดูเฉพาะตัวเลขการเติบโตของ GDP ในกลุ่มประเทศเอเชีย มีการคาดคะเนว่าในราวปี ค.ศ. 2015 GDP ของจีน อินเดีย ญี่ปุ่นและประเทศเอเชียอื่นๆรวมกัน จะสูงเป็นร้อยละ 45 ของ GDP โลกเลยทีเดียว ดังนั้น นโยบายในระดับประเทศต่างๆ ก็จะหันไปเป็นเชิง มองไปทางตะวันออก (Look East) แทนที่จะเป็นมองตะวันตก (Look West) ตามแนวนโยบายแบบเดิมๆ
Dipak C. Jain ยังกล่าวด้วยอารมณ์ขันอีกว่าเอเชียจะกลายเป็น New USA ซึ่งย่อมาจาก United States of Asia ดังนั้น ประเทศในเอเชียจะต้องรวมมือกันเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่และพลังในการแข่งขันบนเวทีโลกให้กับภูมิภาค
ในประเด็น ยุคสมัยแห่งความรู้ความสามารถ (The Age of Talent) Dipak C. Jain ได้ยกตัวอย่างทิศทางเศรษฐกิจการลงทุนและการพัฒนา รวมไปถึงจุดแข็งของประเทศในเอเชียที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง อย่างจีนและอินเดีย รวมไปถึงผู้นำเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ในการเปรียบเทียบและประเมินความพร้อมของประเทศไทย เพื่อรองรับการแข่งขันในศตวรรษที่ 21
ประเทศจีน มีภาคการผลิตขนาดใหญ่มหึมา มีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ดี มีการเจริญเติบโตของลัทธิบริโภคนิยม และมีอัตราการออมของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการที่ประชาชนมีความผูกพันธ์กับประเทศชาติและชนเชื้อชาติจีนด้วยกัน
อินเดีย มีบุคคลกรที่มีศักยภาพ มีความรู้ความสามารถทำงาน เพื่อให้บริการ outsourcing แก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก นอกจากนี้คนอินเดียยังมีจุดแข็งในด้านภาษาอังกฤษ รวมถึงมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น และมีความใส่ใจในเรื่องการศึกษาของเด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก
สหรัฐอเมริกา ยังคงเน้นไปที่เรื่องนวัตกรรม โดยมีทรัพยากรบุคคลที่สามารถคิดค้นและสร้างสิ่งใหม่ๆได้ตลอดเวลา ชาวอเมริกันชอบคิดอะไรใหญ่ๆ มีความสามารถในการจัดการปริมาณและขนาดที่ใหญ่ๆ และเป็นแหล่งรวบรวมทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลก และมีสภาพแวดล้อมแห่งอิสระและเสรีภาพ ดึงดูดให้คนมาทำงานในอเมริกา
ทั้งสามประเทศที่กล่าวถึงนั้นล้วนมีการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรมนุษย์อย่างเต็มศักยภาพ แต่สำหรับประเทศไทย ถึงแม้จะมีความพร้อมที่ระบบสาธารณูปโภค ประกอบกับสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย เหมาะสมเป็นศูนย์กลางภาคการผลิตได้ อย่างไรก็ดีประเทศไทยยังมิได้นำจุดแข็งในมิติของคน อย่างเช่น เอกลักษณ์ความเป็นไทยที่มีความโอบอ้อมอารี และวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนที่เป็นไปอย่างสบายๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร Dipak C. Jain ชี้ว่าสิ่งเหล่านี้คือจุดขายที่แท้จริงของไทยที่ทำให้ผู้คนต่างชาติหลงใหลและอยากกลับมาเยือนประเทศไทยอีก ดังนั้น สิ่งสำคัญหรือหัวใจในการประกอบธุรกิจเพื่อให้แข่งขันได้ในอนาคตนั้น ต้องตระหนักว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรเพียงประการเดียวที่จะสามารถสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้ และได้นำเสนอโมเดลใหม่ในการสร้างและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่เรียกว่า โมเดล “5P” ที่มีคน (People) เป็นศูนย์กลาง โดยนำความรู้ความสามารถและศักยภาพที่ซ่อนเร้น (Potentiality) ของแต่ละคนมาใช้ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ เป็นปัจจัยไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต (Productivity) ให้สามารถเจริญเติบโตอย่างสร้างผลกำไร (Profitability) และนำไปสู่การสร้างความมั่งคั่ง (Prosperity) และความผาสุกของคนในประเทศในที่สุด ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลที่ Dipak C. Jain เสนอจึงควรคำนึงถึงความสำคัญของคนเป็นอันดับแรก
นอกจากนี้ Dipak C. Jain ยังกล่าวว่า การพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถมนุษย์ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยที่เรียกว่า โมเดล “5 H” ซึ่งประกอบไปด้วย ความสมดุล (Harmony) ของความพร้อมในด้านต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย หัว (Head) หมายถึงความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนและสั่งสมมา มือ (Hand) หมายถึง ความสามารถและทักษะในการทำงาน หัวใจ (Heart) ซึ่งสำหรับคนไทยอาจารย์หมายถึงความเป็นไทยและความโอบอ้อมอารี ที่ส่งผลดีต่อธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการและสุขภาพ (Health) ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่จะเอื้อต่อการทำงาน
เท่านั้นยังไม่พอ Dipak C. Jain ยังกล่าวว่าการพัฒนามนุษย์ต้องทำความเข้าใจถึงเรื่องการทำงานของสมองอีกด้วย โดยสมองคนเราสามารถแบ่งได้กว้างๆ ออกเป็นส่วน ได้แก่ ส่วนที่คิดวิเคราะห์ ส่วนที่ใช้คิดในการวางกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์สำหรับแก้ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญ ส่วนที่ใช้คิดจัดระบบระเบียบ และส่วนที่เป็นความดีงามและจริยธรรมของมนุษย์ ซึ่งทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เป็นสัตว์ประเสริฐแตกต่างจากสัตว์ประเภทอื่น ทั้งนี้สมองส่วนคิดทั้งสี่ส่วนนี้ถูกใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้อย่างเหมาะสม ซึ่งหากเราสามารถพัฒนาสมองทั้งสี่ส่วนนี้ให้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกๆ ด้าน ก็จะทำให้มนุษย์ผู้นั้นเป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบ
ประเด็นที่สาม Dipak C. Jain ได้พูดถึงการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โดยกล่าวว่า หากจะเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตของมนุษย์ จะต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ การสร้างแรงจูงใจ (Inspiration) การสร้างแรงกระตุ้น (Motivation) โดยการให้รางวัลทั้งในรูปของตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน ซึ่งอาจหมายถึงการเลื่อนตำแหน่งหรือพาไปเที่ยวกับพนักงานที่ปฏิบัติผลงานยอดเยี่ยม นอกจากนี้ ยังต้องทำให้คนเหล่านี้เกิดวิสัยทัศน์ (Vision) อันจะนำไปสู่การลงมือปฏิบัติ (Action) ที่เกิดประสิทธิภาพได้ในที่สุด เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น ไม่ใช่เพียงแค่อบรมสั่งสอนให้มีความรู้ความสามารถและทักษะในการทำงานเท่านั้น แต่ยังต้องปลูกฝังสิ่งที่เป็น Soft side ลงไปด้วย ซึ่งอาจารย์ได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง ความเฉลียวฉลาดทางปัญญา (IQ) ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ (EQ) และการมีคุณธรรมจริยธรรม (MQ: Morality) โดยกล่าวว่าทั้งสามสิ่งนี้จะเป็นส่วนเสริมทำให้บุคคลที่เป็นผู้นำนั้นมีความสมดุลรอบด้าน และยกตัวอย่างว่าในชีวิตท่านเคยพบผู้นำที่มีอำนาจและปกครองผู้คนด้วยความหวาดกลัว แต่สามสิ่งที่กล่าวถึงไปนั้น จะทำให้ผู้นำมีทั้งความรู้และมีทั้งคุณธรรม และสามารถเอาชนะใจคน ทำให้คนเคารพที่ตัวตนของบุคคลผู้นั้นอย่างแท้จริง



ประเด็นสุดท้าย Dipak C. Jain ได้กล่าวถึงในเรื่องการสร้างแบรนด์ที่มีปัจจัยคนเป็นศูนย์กลาง ทำให้เกิดคุณลักษณะพิเศษและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของตนเองในสายตาชาวโลก ยกตัวอย่างเช่น การที่จีนมีจุดเด่นในการเป็นฐานการผลิตและมีต้นทุนราคาที่ต่ำ หรืออินเดียที่มีบุคคลากรที่เชี่ยวชาญและมีความรู้ความสามารถ จนเป็นศูนย์กลางการบริการด้าน outsourcing เช่นเดียวกับทางสถาบัน Kellogg (เคลล็อกซ์) เองที่ได้ชื่อว่าเป็นสถาบันการบริหารธุรกิจที่ดีที่สุดของโลก ทั้งนี้ Dipak C. Jain ได้ขยายความว่า หลักสูตรทุกหลักสูตรของ Kellogg ล้วนแต่ปลูกฝังผู้นำทางธุรกิจยุคใหม่ให้กับสังคมโลก โดยเน้นความสำคัญในทุกๆ ด้าน เพื่อสร้างผู้นำที่มีความรู้ควบคู่กับคุณธรรม โดยเน้นไปที่การมีความรู้ที่ลึกซึ้ง มีประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น การมีมุมมองในระดับสากลเห็นภาพความเป็นไปของโลก และประการสุดท้าย คือ การมีภาวะผู้นำและมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
สำหรับประเทศไทยแล้ว Dipak C. Jain ให้ความเห็นว่ายังคงขาดการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศให้รับรู้ในสายตาชาวโลก (Personal Identity in Global Context) ดังนั้น ด้วยจุดแข็งที่ประเทศไทยมี Dipak C. Jain ได้เสนอทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยน่าจะมีความได้เปรียบ และเป็นโอกาสทองของไทยในการแข่งขันบนเวทีโลก ดังต่อไปนี้
หนึ่ง อุตสาหกรรมด้านสุขภาพอนามัย (Customer Well-Being) เนื่องจากแนวโน้มของโลกที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็นโอกาสดีที่ไทยจะเป็นแหล่งศูนย์กลางของการรักษาพยาบาลและกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอนามัยต่างๆ อาทิ การทำสปา หรือการบำบัดต่างๆ
สอง อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับลูกค้า(Customer Engagement) อย่างอุตสาหกรรมสื่อและการบันเทิงต่างๆ
สาม อุตสาหกรรมบริการ (Customer Hospitality) ที่ไทยมีความพร้อม ทั้งด้านการท่องเที่ยว การโรงแรมและร้านอาหาร
โดยสรุป การพัฒนาทางเศรษฐกิจในยุคใหม่ หัวใจสำคัญคือ การพัฒนาและลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โดย Dipak C. Jain ได้ยกคำกล่าวของ Antoine de Saint-Exupery ซึ่งเป็นนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสขึ้นมา มีใจความว่า “หากจะสอนคนให้ทำอะไรสักอย่าง ไม่เพียงแต่แค่สอนให้เขามีทักษะในการปฏิบัติเท่านั้น แต่ต้องสอนให้เขามีความเข้าใจอย่างท่องแท้และมีความมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำด้วย เปรียบเหมือนกับการสอนให้คนต่อเรือ นอกจากจะสอนให้เขาเข้าป่าตัดไม้มาประกอบตัวเรือแล้ว ต้องสอนให้เขามีแรงปราถนาที่จะออกทะเลด้วย”
สิ่งสุดท้ายที่ฝากไว้ก่อนจบการบรรยาย Dipak C. Jain กล่าวว่า คนเราก็ต้องอุทิศให้กับประเทศชาติและสังคม โดยในช่วงชีวิตของคนเรา สามารถแบ่งได้เป็นสี่ช่วงวัย ได้แก่ ช่วงยี่สิบห้าปีแรก เป็นช่วงของการศึกษาเพื่อแสวงหาความรู้และความสามารถในการประกอบอาชีพ ช่วงยี่สิบห้าปีต่อมา เป็นช่วงของการทำงานหนักเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว ช่วงยี่สิบห้าปีต่อมาเป็นช่วงที่คนจะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง และช่วงยี่สิบห้าปีสุดท้ายเป็นช่วงของการอุทิศตนให้กับคนรอบข้างและสังคมประเทศชาติโดยรวม
เอกสารประกอบการบรรยาย
Crystallizing Thailand’s Human Capital in the 21st Century