หน้าแรก รีวิวจากนักท่องเที่ยว แบกเป้ลุยเดี่...

แบกเป้ลุยเดี่ยวผจญภัย 4 ประเทศ 21 เมือง 36 วัน อเมริกา เปรู โบลิเวีย และอาร์เจนติน่า

1533
0
แบ่งปัน
เที่ยว อเมริกาใต้ โบลิเวีย

เที่ยวอเมริกาใต้ เปรู โบลิเวีย และอาร์เจนติน่า
เที่ยวอเมริกาใต้

 

IMG_5241

จริงๆทริปนี้เราไปมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว(2557) แต่เราพึ่งจะมาเขียนเพราะตอนแรกตั้งใจจะทำเป็นวีดีโอแต่ไม่ประสบความสำเร็จ 55 เราอยากแชร์ในอีกมุมนึงของการเดินทางว่าการที่เราจะเดินทางไปที่ไหนสักแห่งบางทีเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องแพลนทุกอย่าง เพราะบางครั้งการที่เราไปอย่างไม่ต้องรู้อะไรมาก หรือไม่ได้แพลนอะไรมากมันอาจทำให้เราค้นพบในสิ่งที่ทำให้เราประทับใจและตื่นเต้นไปกับการเดินทางได้มากขึ้นก็ได้ สำหรับเราการเดินทางคือการผจญภัย เราสนุกที่ได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ และได้มิตรภาพระหว่างการเดินทาง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราเขียนแชร์ประสบการณ์การเดินทางของเรา ถ้าผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะคร้าบบ

บอกตามตรงว่าทริปนี้เราแทบจะไม่ได้แพลนอะไรเป็นรูปเป็นร่างเลย รู้แค่ว่าจะไปเจอกับเพื่อนชาวอเมริกัน 2 คนที่เมืองLa Paz ประเทศ Bolivia เรารู้จักเพื่อนสองคนนี้ตอนที่เค้ามาเที่ยวที่เมืองไทยและมาพักที่โฮมสเตย์ของน้าเราเลยได้มีโอกาสคุยและรู้จักกัน เราอยากไปเที่ยวแบกเป้ที่อเมริกาใต้มาตั้งนานแล้วแต่ไม่มีโอกาสสักที หลังจากที่ได้คุยกับสองคนนี้เราเลยตัดสินใจลางานและซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อไปตามล่าหาลาม่าน้อยทันที อิอิ เรามีเวลาเตรียมตัวสำหรับทริปนี้ไม่ถึงเดือน ที่บ้านก็ห่วงว่าจะไปได้ยังไงผู้หญิงคนเดียว เที่ยวอเมริกาใต้ ฟังดูค่อนข้างอันตราย เราเองก็หวาดๆอยู่เหมือนกันแต่เป็นไงเป็นกันเพราะถ้าไม่ลองก็ไม่มีวันรู้จริงมั้ย และทริปนี้ก็กลายเป็นทริปการผจญภัยที่เราประทับใจที่สุด :)

Bolivia

เราเลือกบินไปแวะที่อเมริกาและบินกลับจากอเมริกาเพราะว่าตั๋วเครื่องบินจะถูกกว่าบินจากกรุงเทพไปที่อเมริกาใต้เลย ต้องแวะหลายที่และใช้เวลานานกว่าด้วย เราเลยถือโอกาสแวะเที่ยวที่อเมริกาด้วยเลยจะได้ไม่เสียเที่ยว ^^

เมืองที่เราไปมาทั้งหมดมี 21 เมือง

Bangkok – Seattle(USA) – Houston(USA) – Lima(Peru) – La Paz(Bolivia) – Coroico(Bolivia) – Sucre(Bolivia) – Chuquisaca(Bolivia) – Potosi(Bolivia) – Salta(Argentina) – Quebrada De Las(Argentina) – Cachi(Argentina) – San Carlos(Argentina) – Cafayate(Argentina) – Buenos Aires(Argentina) – Chicago(USA) – New York(USA) – New Jersey(USA) – Raleigh(USA) – Fayetteville(USA) – Pines Hurst(USA) – Myrtle beach, SC(USA) – Bangkok
รวมทั้งหมด 4 ประเทศ (ไม่นับเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่น) จริงๆแล้วไปมามากกว่า 21 เมือง แต่เราจำชื่อเมืองไม่ได้ทั้งหมด เพราะเราแวะตามทางเยอะมากโดยเฉพาะในBolivia และArgentina
เที่ยวอเมริกา
เราซื้อตั๋วเครื่องบินแบบmultiple cities เราเริ่มจาก Bangkok ไป Seattle, Seattle ไป New York และจาก Raleigh กลับ Bangkok แล้วซื้อตั๋วเครื่องบินไปกลับ Seattle(USA) – La Paz(Bolivia) แต่แวะที่Lima 2 คืนตอนกลับ เพื่อที่จะเดินทางไปMachu Picchu อันนี้คือแพลนไว้คร่าวๆก่อนไป แต่ต่อจากนี้จะเป็นยังไงนั้นต้องติดตามกันต่อไป 😉
เริ่มต้นคือเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางไปที่Seattle ประเทศสหรัฐอเมริกา เราแวะSeattle 2 วัน ก่อนที่จะเดินทางไปเมืองLima ประเทศเปรู จริงๆแล้วจะแวะที่เมืองอื่นๆที่อยู่ทางใต้ของอเมริกาก็ได้ แต่เราบินไปพักที่Seattle เพราะว่าถือโอกาสแวะไปเยี่ยมเพื่อนๆและญาติด้วย
10514477_10152669175047494_8912126721275341055_n
เริ่มแรกเลยเรานั่งเครื่องจากเมืองSeattle, USA ไปพักเครื่องที่เมืองHouston, USA เรานั่งรถบัสออกไปเที่ยวในตัวเมืองHouston ระหว่างพักเครื่อง 6 ชั่วโมง ก่อนที่จะบินต่อไปที่เมือง Lima ประเทศเปรู  ระยะเวลาบินจากเมืองHouston ไปที่Lima ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9 ชั่วโมง (ถ้าเราจำไม่ผิดนะ) เราเดินทางโดยสายการบิน LAN ซึ่งเป็นสายการบินของประเทศชิลี ใช้เดินทางไปในเมืองต่างๆของทวีปอเมริกาใต้ เมืองHoustonระหว่างที่นั่งเครื่องบินมาLimaเราก็ได้คุยกับผู้หญิงชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อClara เค้าเดินทางมาคนเดียวตั้งใจไปเที่ยวMachu Picchu ที่ประเทศ Peru และจะเดินทางต่อไปประเทศChile เค้าก็ถามว่าเราจะเดินทางไปที่ไหน เราก็ตอบว่าเราจะต่อเครื่องไปLa Paz, Bolivia แล้วขากลับจะมาแวะ Lima, Peru เพื่อไป Machu Picchu เหมือนกัน Claraก็บอกว่า ยูรู้รึป่าวว่าสนามบินที่La Pazเป็นสนามบินที่อันตรายมากแห่งนึงในโลกนะ เราก็ถามว่าทำไมล่ะ เค้าเลยเล่าให้ฟังว่า Bolivia เป็นประเทศที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมากและเมืองLa Pazเป็นเมืองที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 3,650 เมตร จึงทำให้มีอากาศที่เบาบางยากต่อการลงจอดของเครื่องบิน สนามบินก็อยู่บนภูเขาและrunwayก็สั้นด้วย มีเครื่องบินวิ่งเลยrunwayตกภูเขาอยู่บ่อยๆ เราคิดในใจว่าเอาแล้วไงตรูยังไม่ทันจะได้ขึ้นเครื่องไปLa Pazเลยมีเรื่องให้ตื่นเต้นล่ะ พอถึงLimaก็รำลากับClaraแล้วเราก็เดินทางต่อไปLa Paz (surpriseที่หนึ่งจากการที่ไม่ได้ศึกษาภูมิประเทศก่อนไป -_-“)
เที่ยว La Paz
เราออกเดินทางจากLima ประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ ตอนกำลังเดินขึ้นเครื่องก็หวั่นๆนึกถึงคำพูดของClara แต่คิดในใจมันคงไม่มีอะไรหรอก ตื่นเต้นดี 55 ประกันการเดินทางก็ซื้อไว้แล้วจะกลัวอะไร ตอนที่เครื่องกำลังขึ้นนี่ก็สบายๆ ธรรมดาเหมือนเครื่องบินขึ้นทั่วๆไป แต่พอเริ่มเข้าBoliviaเท่านั้นแหละเครื่องบินตกหลุมอากาศบ่อยมากกก แต่เราก็ทำใจสบายๆ ชิวๆไป ตอนที่เครื่องกำลังจะลงนี่เท้าจิกพื้นลุ้นกัปตันสุดๆ แต่ในที่สุดก็แลนด์ลงได้อย่างปลอดภัย แม้ล้อเครื่องบินกระแทกพื้นดังปั๊ก หัวทิ่มไปหน่อยแต่ไม่เลยตกเขาก็โอเคล่ะถือว่าผ่าน ตอนเครื่องบินกำลังเคลื่อนวนไปเข้าที่จอดเราเหลือบมองไปเห็นrunwayที่พึ่งลงมา โอ้วแม่เจ้าขอตบมือรั่วให้กัปตันค่ะ runwayมันสั้นจริงๆ
La Paz
ระหว่างที่นั่งเครื่องมาLa Pazก็ได้คุยกับผู้ชายคนนึ่งที่นั่งข้างๆบนเครื่องบิน เค้าก็ถามว่าเรามาที่La Paz, Bolivia กี่ครั้งแล้ว เราก็บอกว่าพึ่งมาครั้งแรก และเป็นครั้งแรกที่มาในทวีปอเมริกาใต้ด้วย เค้าก็บอกว่าที่La Pazอากาศบางนะ ยูมีปัญหาเรื่องการหายใจรึป่าว เราก็บอกว่าเราไม่เคยมีปัญหานะ เค้าก็บอกว่าปรกติต้องใช้เวลาปรับตัวสักสองสามวันถึงจะหายใจได้ปรกติ เราก็งงๆว่ามันเป็นยังไง เพราะไม่เคยเป็นเลยไม่เข้าใจ
IMG_6514
เราถึงLa Pazตอนประมาณเกือบตีสาม หลังจากนั่งรถshuttle busเข้ามาในสนามบิน เราก็เดินไปหยิบใบเข้าเมืองมาเขียน คนไทยสามารถทำวีซ่าon arrival เข้าประเทศBoliviaได้เลย แต่อยู่ได้ไม่เกิน 90 วัน เราจำราคาค่าวีซ่าไม่ได้ต้องขอโทษด้วย แต่immigration ของเค้าจะบอกมาว่าราคาเท่าไหร่แต่ว่าต้องจ่ายเป็นboliviano.. Rate ประมาณ 6.8 boliviano ต่อ 1 US dollar เราแนะนำให้แลกเงินUS dollarไป แล้วค่อยไปหาแลกเป็นโบลิเวียโน่ในเมืองทีล่ะ100$ก็ใช้ได้เหลือเฟือ เพราะค่าครองชีพถูกมาก อีกอย่างถ้าแลกมาเยอะแล้วเหลือเวลาแลกกลับมันไม่คุ้ม
หลังจากทำเรื่องวีซ่าเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินตามล่าหากระเป๋าเป้คู่ชีพ ตอนแรกคิดว่ากระเป๋าหายไปล่ะเพราะว่ารอนานมาก แต่จิงๆมันมาถึงนานแล้วแหละแต่เค้าเอาที่wrapกระเป๋ามาพันไว้จนเราจำกระเป๋าตัวเองไม่ได้ -_-” พอเอากระเป๋าเสร็จเดินออกมาที่ทางออกก็เจอAdamกับDiegoเพื่อนชาวอเมริกันที่รู้จักกันที่เมืองไทยมารอรับที่หน้าประตูหลังจากนั้นพวกเราก็นั่งแท๊กซี่ที่AdamกับDiegoเช่าเหมามา เพราะเวลานั้นไม่มีรถบัสวิ่งแล้ว พอก้าวขาออกจากสนามบินก็เข้าOla land… ซึ่งภาษาอังกฤษที่โบลิเวียจะได้ใช้น้อยมากเพราะคนที่นี่จะใช้ภาษาสเปน เราก็เริ่มเป็นใบ้และเข้าสู่โหมดภาษามือตั้งแต่บัดนั้น 555
พอมาถึงที่พัก ทางเข้ามันมืดมาก เราพักห้องรวมแบบmixed dorm room พอเข้ามาถึงห้องทุกคนหลับหมดแล้วเราเลยปีนขึ้นเตียงแล้วก็นอนเลย เรานอนบนเครื่องบินมาเยอะเลยหลับๆตื่นๆ ยังjet lagอยู่ด้วยแหละ สมองเลยมึนไปหมด -_-” พอกินข้าวเช้าเสร็จจะขึ้นมาอาบน้ำ แต่หารองเท้าแตะไม่เจอ เพราะไม่ได้เอามา.. ดันหยิบมาสลับกับรองเท้าอีกคู่นึงที่ไม่ได้มีความจำเป็นต่อการเดินทางครั้งนี้เลยให้ตายเถอะ การที่ไม่มีรองเท้าแตะจะทำให้การอาบน้ำในห้องน้ำรวมมีอุปสรรคมาก เพราะพื้นห้องน้ำเย็นมากกก ใส่ถุงเท้าก็ไม่ได้เพราะพื้นเปียก เราก็เลยต้องใส่รองเท้าบูทไปอาบน้ำทุกวันตลอดทริป เกร๋มากกค่ะนะจุดนี้ 555
ประมาณ 10 โมงเช้าเพื่อนๆในห้องก็ชวนกันออกไปกินข้าวข้างนอกเราก็โอเคไปกันก็ไป ตอนเดินออกไปจากโฮสเทลก็ยังรู้สึกปรกติ แต่พอเดินไปสักพักเริ่มหอบแบบว่าเหนื่อยมากเหมือนวิ่งมาสัก 100 เมตร หายใจไม่ทัน ยิ่งเดินขึ้นเนินยิ่งเหนื่อย ไอ้ที่บอกว่าเหนื่อยนี่เดินไปยังไม่ถึง200เมตรเลยนะ เราเลยถามเพื่อนว่าพวกยูจะไปกินกันที่ไหน Adamเลยบอกว่าDiegoรออยู่ที่ร้านตรงหลังสถานี ซึ่งต้องเดินไปอีกประมาณเกือบเท่าตัวจากที่เดินมา เราเลยบอกว่างั้นไอไม่ไปล่ะเดินไม่ไหว เหนื่อย หายใจไม่ทัน ตอนแรกคิดว่าสงสัยเราคงแก่เลยเหนื่อยง่าย Adamเลยบอกว่างั้นยูกลับไปพักล่ะกัน ยูพึ่งมาถึงเมื่อตอนเช้ามืด ร่างกายเลยยังปรับสภาพไม่ได้ เราเลยกลับไปนอนพักเพราะรู้สึกเหมือนไข้จะขึ้น สงสัยเป็นเพราะตอนที่เอาน้ำราดผมแล้วไม่ได้สระผม แล้วผมยังไม่แห้งสนิทด้วย
เพื่อนๆก็น่ารักมาก ซื้ออาหาร เอายามาให้กิน พอได้หลับอาการเราก็ดีขึ้นแค่ยังมึนๆอยู่นิดหน่อย พอฟื้นไข้ตื่นขึ้นมาAdamกับDiegoก็เดินมาบอกว่า นิกิยูรีบไปลงชื่อข้างล่างเลยนะเพราะพวกเราลงกันหมดแล้ว เราก็งงว่าลงชื่อทำอะไรกัน Adamเลยบอกว่าพรุ่งนี้พวกเราจะไปขี่จักรยานวิบากลงเขากันที่Yungas Road หรือ Bolivia’s Death Road ซึ่งเป็นถนนที่อันตรายมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในปีๆนึงมีนักท่องเที่ยวขี่จักรยานวิบากตกเขาเฉลี่ยปีล่ะประมาณ 26 คน และจุดเริ่มต้นที่เราเริ่มขี่คือเป็นถนนที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล4,650เมตร พอเราได้ฟังก็ไข้แตกเลยจ้า อยากจะบอกว่าตื่นเต้นมากกก ตอนแรกก็หวั่นๆกลัวเรื่องการหายใจ เพราะยิ่งสูงอากาศก็ยิ่งบางลง กลัวหายใจไม่ทัน เราเลยลงไปถามตรงที่ลงชื่อเพื่อความมั่นใจว่า เค้ามีถังอ๊อกซิเจนให้เราใช้มั้ยในกรณีที่ถ้าเราหายใจไม่ทัน เพราะขนาดจะเดินออกไปกินข้าวกลางวันยังเดินไปไม่ไหวเลย 55 แต่นี่ไปขี่จักยานวิบากลงเขาตั้ง64กิโลเมตร คิดในใจตายแน่ตรูงานนี้ แต่ในที่สุดเราก็ตัดสินใจไป เพราะไหนๆก็มาแล้ว ถ้ามาLa Pazแล้วไม่ได้ไปBolivia’a death roadก็เหมือนมาไม่ถึง
10517535_10152654825067494_3253965638122075113_n10520086_10152654826372494_5095164287677037866_nพวกเราก็ออกไปทานข้าวในย่านตลาด และนี่คืออาหารมื้อแรกของข้าพเจ้าในอเมริกาใต้ มันเป็นสเต็กที่รสชาติดีมากกก รสชาติแตกต่างแต่อร่อย อาหารสองจานนี้+โค้ก 1 กระป๋อง ราคาประมาณ 300 บาทเท่านั้น หลังจากนั้นพวกเราก็กลับมาพักผ่อน คืนนั้นพวกเราทุกคนเข้านอนเร็วเพื่อที่จะได้มีแรงตื่นเช้าไปขี่จักรยาน
IMG_6557
ตอนเช้ารถตู้คันเล็กมารับพวกเราที่โฮสเทลตอนหกโมงเช้า เราแบ่งกันขึ้นรถตู้เล็กคันล่ะประมาณ 7-8 คน รวมคนขับ เราต้องนั่งรถตู้ขึ้นเขาไปที่จุดสูงสุดที่ La Cumbre Pass ซึ่งมีความสูงถึง 4,650 เมตร จากระดับน้ำทะเล พอไปถึงเจ้าหน้าที่ก็ให้พวกเราเปลี่ยนชุด ติดอุปกรณ์ต่างๆ แล้วก็เช็คสภาพการใช้งานของอุปกรณ์ต่างๆว่ายังใช้งานได้ดีอยู่มั้ยตอนนี้เรายังรู้สึกสบายๆไม่อึดอัดอะไร แต่ตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะดูอุปกรณ์ครบมากกก
เราขอเล่าเรื่องด้วยรูปภาพประกอบล่ะกันนะ
Bolivia's Death Road
เที่ยว Bolivia's Death Road
ปั่นจักรยาน Bolivia's Death Road
เที่ยว Death Road
Bolivia's Death Road
หลังจากที่ทุกคนพร้อมเราก็เริ่มออกเดินทางขี่ลงเขาทางเรียบ ประมาณ 25 กิโลเมตร ตอนขี่ลงเขาทางเรียบไม่เหนื่อยเลย เพราะทางชันมากแทบไม่ได้ออกแรงถีบเลย แต่ขี่มันมากกกก ขอบอกห้ามแตะเบรคเด็ดขาดเพราะถ้าแตะแรงรถคว่ำตีลังกาลงเขาแน่นอน สนุกตรงที่ได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ และได้เห็นวิวสวยๆสองข้างทาง ดีใจที่ตัดสินใจมา แต่พอเข้าทางขรุขระก็เริ่มขี่ยากขึ้นล่ะ ถนนก็แคบลงมาเรื่อยๆ อีกข้างก็เป็นเหวลึก หินบนถนนก็ก้อนใหญ่มาก ถ้าดูไลน์ไม่ดีอาจจะคว่ำเอาได้ง่ายๆเลย เวลาขี่ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลาเพราะถ้าเหม่ออาจจะตกเขาตายได้ เพราะทางแคบและขรุขระมาก ระหว่างทางที่ขี่มามีไม้กางเขนกับดอกไม้อยู่ข้างทางตลอดทาง เวลาเห็นก็ขนลุกอยู่เหมือนกัน แต่เราขี่ชิวๆอยู่ช่วงกลางๆ พวกเพื่อนๆเราขี่นำไปไหนแล้วไม่รู้ตามไม่ทัน 55
เที่ยวโบลิเวีย
IMG_5339
IMG_5337IMG_5333
ระหว่างทางมีจุดให้พักอยู่สี่จุด จุดแรกคือตอนก่อนที่จะเข้าถนนขรุขระสายเก่า เพื่อพักทานของว่างและน้ำ
IMG_5351
IMG_5301
IMG_5302
จุดที่สองคือ เริ่มเข้าสู่ The Death Road of Bolivia ทางเริ่มเล็กและขรุขระมากขึ้น จุดนี้เป็นจุดที่พวกเราพักก่อนถึงน้ำตกเพื่อชมวิวและถ่ายรูป
The Death Road of Bolivia
เที่ยว The Death Road of Bolivia
IMG_5343
จุดที่สามคือจุดสิ้นสุดเส้นทาง กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้เราเหนื่อยแทบขาดใจเพราะขี่ทางขึ้นและทางราบด้วย พอมาถึงจุดนี้ทุกคนพุ่งตรงเข้าหาน้ำดื่มเพราะกระหายมาก
IMG_5397
IMG_5402
หลังจากพักทานน้ำเราก็นั่งรถตู้ไปที่จุดสุดท้าย เพื่อพักทานน้ำอัดลมและของว่าง หลังจากพักเสร็จ พวกเราก็เดินทางต่อไปที่เมืองCoroicoเพื่อทานอาหารเย็น ว่ายน้ำ และพักผ่อน ก่อนที่รถตู้จะมาส่งพวกเราที่โฮสเทล คืนนี้ทุกคนหลับกันเป็นตาย เพราะว่าเหนื่อยมากแล้วก็ไม่สบายกันเกือบทุกคนเพราะว่าอากาศเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ว่ายน้ำกันและใส่ชุดเปียกๆนั่งในรถที่อากาศข้างนอกเย็นเป็นเวลานาน
IMG_5399
IMG_6558_2

เราไม่ค่อยมีรูปให้ดูระหว่างทางที่ขี่ไปเพราะถ่ายไม่สะดวก ลำพังแค่ขี่ให้ทันพวกเพื่อนบ้าพลังก็แย่ล่ะ 55 ลองเข้าไปดูวีดีโอที่เราถ่ายมาได้

เรื่องราวการผจญภัยของเรายังไม่จบแค่นี้ แต่วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะง่วงล่ะ ?? พรุ่งนี้ค่อยมาเล่าต่อนะ
โปรดติดตามตอนต่อไป 😉 คลิ๊ก>> แบกเป้ลุยเดี่ยวผจญภัย 4 ประเทศ
ตาม Follow เธอได้ที่เฟสบุคเธอ

https://www.facebook.com/Niki.KullapaSornsri

ใครที่มีประสบการณ์การเดินทาง อย่างจะแชร์ให้เพื่อนได้หาข้อมูล มาร่วมรีวิวให้เวปเราได้นะครับ เราจะทำหน้าที่ส่งต่อให้กับนักเดินทางท่านอื่นๆ ได้เดินตามรอยกันไปติดต่อขอลงรีวิวได้ที่ แฟนเพจของเรา คลิ๊กเลย https://www.facebook.com/thaihrhub

 

 

Published in รีวิวจากนักท่องเที่ยว

แสดงความคิดเห็น

comments

ทิ้งคำตอบไว้