หน้าแรก รีวิวจากนักท่องเที่ยว เพลินจิต เบิก...

เพลินจิต เบิกบานด้วยธรรมกับนิทรรศการ “ศิลปะไทยของ สุวัฒน์ชัย ทับทิม”

2549
0

นิทรรศการ ศิลปะไทยของ สุวัฒน์ชัย ทับทิม

เมื่อกล่าวถึงบริเวณพระนคร หลายคนอาจนึกถึง ศาสนสถานสำคัญของประเทศอย่างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วมรกต อันเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนนิยมไปเยี่ยมชมความงามและขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต

อย่างไรก็ดีเขตพระนครก็ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจและถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กของไทยที่ไม่ควรพลาด คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์เจ้าฟ้า สถานที่จัดแสดงและรวบรวมงานศิลปะของไทย อันเป็นสมบัติของยุคสมัย หอศิลป์เจ้าฟ้าจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแก่ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและชาวต่างชาติค่ะ โดยตลอดเดือนสิงหาคมนี้ หอศิลป์เจ้าฟ้าจัดแสดงนิทรรศการ “ศิลปะไทยของ สุวัฒน์ชัย ทับทิม” (The Expressions of Thai Art) ซึ่งศิลปินสืบสานงานศิลปะไทยประเพณี ขณะเดียวกันก็ประยุกต์และสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบของตนเองกลายเป็นลายเส้นและลวดลายที่มีความอ่อนช้อยแบบศิลปะไทยโบราณ โดยนำเสนอผลงานผ่านจิตรกรรมและประติมากรรมไทยร่วมสมัย ซึ่งให้ความรู้สึกปีติ ดังนั้นหากมาเยี่ยมชมที่นี่ต่อจากวัดพระแก้วมรกตก็จะได้รับความรู้สึกสงบ เบิกบานใจสืบเนื่องกัน ถือว่าเป็นการเดินทางที่ดีไม่น้อยค่ะ

โถงทางเข้าหอศิลป์เจ้าฟ้า

ณ โถงทางเข้าหอศิลป์เจ้าฟ้า รวมไปถึงรอบๆ นิทรรศการนี้ก็มีการจัดแสดงงานศิลปะอื่นๆ ด้วยค่ะ ดังจะเห็นประติมากรรมบรอนซ์เสมือนที่มีต้นแบบมาจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ค่ะ

ในส่วนของนิทรรศการ ศิลปินแบ่งการจัดแสดงเป็นผังงาน 4 ห้อง ศิลปินให้ความสำคัญกับแสง จึงติดตั้งไฟอย่างเหมาะสมเพื่ออรรถรสของผู้เยี่ยมชม แต่ละห้องบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมา และการค้นหาตัวตนของศิลปิน นำมาสู่การบันทึกงานศิลปะในรูปแบบศิลปะไทยร่วมสมัยในแบบฉบับของ “สุวัฒน์ชัย ทับทิม”

โถงทางเข้าห้องแรก

ศิลปิน – สุวัฒน์ชัย ทับทิม

ห้องแรกประกอบด้วยงานแสดงหลายชุดค่ะ ชุดหนึ่งคือ “ลายเส้นไทยร่วมสมัยของ สุวัฒน์ชัย ทับทิม” เป็นการนำเอาจุดเด่นและเอกลักษณ์ของลายเส้นไทยมาผสมผสานกับจินตนาการเฉพาะตัวผ่านลายเส้นที่งดงามมีชีวิตชีวา และพลิ้วไหวตามอารมณ์ของภาพค่ะ

เทพมะเมีย

เทพมะเมีย 1 ในผลงานชุดเทพนักษัตร ขนาด 30 x 40 cm. ใช้เทคนิคปากกา และทองคำเปลวบนกระดาษ สร้างขึ้นเมื่อปี 2558 ค่ะ

เทพชวด

เทพชวด 1 ในผลงานชุดเทพนักษัตร ขนาด 30 x 40 cm. ใช้เทคนิคปากกา และทองคำเปลวบนกระดาษ สร้างขึ้นเมื่อปี 2558 ค่ะ นอกจากลายเส้นจะพลิ้วไหวงดงามแล้ว ศิลปินยังใช้วิธีเขียนแบบฉับพลัน หรือที่เรียกว่า “เส้นสด” ทำให้งานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวค่ะ

ผลงานในที่นี้ยังมีคอลเล็คชั่น “จิตรกรรมไทยแบบประเพณี ของ สุวัฒน์ชัย ทับทิม” ค่ะ ศิลปินได้นำทักษะด้านงานจิตรกรรมไทยประเพณี ทั้งการเขียนลาย ระบายสี ตัดเส้น ลงรักปิดทอง รวมถึงกระบวนการทางงานช่าง 10 หมู่ต่างๆ โดยนำเทคนิคเหล่านี้มาผสมผสานกับเรื่องปัจจุบัน โดยเฉพาะวัฒนธรรมประเพณีใน จ. สมุทรปราการ บ้านเกิดของศิลปิน รวมทั้งศิลปินยังผสมผสานวิธีการสร้างสี บรรยากาศ กำหนกส่วนรอง ผลักระยะใกล้ ไกล สร้างกลุ่มประธานในภาพและเน้น เพื่อสร้างอารมณ์ความรู้สึกแห่งความร่มเย็นเป็นสุข จนได้เป็นผลงานจิตรกรรมไทยแบบประเพณีในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความร่วมสมัยค่ะ

นมัสการพระพุทธบาท

ภาพนี้มีชื่อว่า นมัสการพระพุทธบาท  ขนาด 100 x 120 cm. ใช้เทคนิคสีอะคริลิค และทองคำเปลวบนผ้าใบ สร้างขึ้นเมื่อปี 2543 และได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ศิลปกรรมวันเกิดเพาะช่าง ปี 2543 ด้วยค่ะ

ผลงานชิ้นนี้ ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อช่วงที่ยังศึกษาที่เพาะช่าง ปี2 ศิลปินต้องการสร้างผลงานที่แตกต่างจากรูปเเบบเดิมที่เคยมีมา จึงขออาจารย์เขียนภาพเกี่ยวกับประเพณีท้องถิ่น ศิลปินจึงศึกษาเเละเดินทางไปยังสถานที่จริง ภาพนี้ศิลปินเขียนเพื่อระลึกถึงการเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาท ที่สระบุรี อันเป็นศาสนสถานแหล่งศูนย์รวมความศรัทธา และเป็นงานบุญสำคัญของชาวภาคกลาง มีการละเล่น มโหรสพ สมโภชน์ และการทำบุญไหว้พระ ศิลปินเขียนด้วยลายเส้นอันปราณีต ใช้ทัศนียภาพเเบบตานกมอง (Bird’s eye View) ผลักระยะใกล้ไกล เเละเพิ่มเรื่องของการสร้างบรรยากาศเข้ามาในงานไทย เพื่อสร้างอารมณ์ของภาพ กำหนดส่วนหลักส่วนรอง เเละเเทรกเข้าไปในรูปทรง ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียว และดูร่มเย็นเป็นสุขค่ะ

ประเพณีรามัญ แห่หงส์ธงตะขาบ 1

ส่วนภาพนี้มีชื่อว่า ประเพณีรามัญ แห่หงส์ธงตะขาบ 1 ขนาด 120 x 250 cm. ใช้เทคนิคสีอะคริลิค และทองคำเปลวบนผ้าใบ สร้างสรรค์เมื่อปี 2544 เมื่อครั้งที่ได้รังสรรค์ขณะเรียนอยู่ที่เพาะช่าง ความโดดเด่นของผลงานชิ้นนี้คือ การสร้าง “สีบรรยากาศ” ทำให้ภาพเกิดอารมณ์ความรู้สึก ทำให้เกิดจุดเด่นและผลักระยะของผลงาน ขณะเดียวกันก็ยังคงเอกลักษณ์ความละเอียดประณีตของการใช้เส้น ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของงานจิตรกรรมไทยไว้อย่างครบถ้วน รูปทรงของสถาปัตยกรรมและสถานที่ต่างๆ ที่ปรากฏในผลงานล้วนอิงมาจากสถานที่จริง เช่น วัดโปรดเกศ วัดทรงธรรม ทั้งยังสอดแทรกประเพณีวัฒนธรรมไทยโบราณ เช่น การละเล่นสะบ้า การค้ำโพธิ์ และการร้องรำทะแยมอญค่ะ

แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง 2

ผลงานนี้ก็เป็นหนึ่งในคอลเล็คชั่นจิตรกรรมไทยแบบประเพณีค่ะ ชื่อภาพว่า แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง 2 ขนาด 100 x 120 cm. ใช้เทคนิคสีอะคริลิค และทองคำเปลวบนผ้าใบ สร้างสรรค์เมื่อปี 2545 ภาพนี้มีสีสดเข้ม ใช้การตัดกันของแม่สี เช่น สีแดง น้ำเงิน เหลืองทอง ทำให้ได้ความรู้สึกเข้มข้นทรงพลัง ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความประณีตอ่อนช้อยและมีชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของจิตรกรรมไทยค่ะ

ผลงานส่วนต่อมาคือคอลเลคชั่น “เทพเจ้าปู” ค่ะ ศิลปินซึ่งเป็นชาว จ. สมุทรปราการ ได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อท้องถิ่นเรื่อง “พญาปู” ผู้เป็นเทพคุ้มครองหมู่บ้าน โดยเฉพาะชาวประมงที่เลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา ทำให้ธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ และชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ร่มเย็นเป็นสุข เปรียบเสมือนว่าหากเราเคารพ ดูแลรักษาธรรมชาติให้ดี ธรรมชาติก็จะช่วยดูแลเราไม่ให้มีภัยธรรมชาติ และอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข นับเป็นกุศโลบายอันแยบยลของบรรพบุรุษของเราค่ะ

ขุนสมุทร 2

ภาพนี้คือ ขุนสมุทร 2 ขนาด 100 x 200 cm. ใช้เทคนิคสีอะคริลิค และทองคำเปลวบนผืนผ้าใบค่ะ สร้างขึ้นเมื่อปี 2551 ค่ะ พื้นหลังสีแดงให้ความรู้สึกทรงพลังตัดกับเทพเจ้าปูสีทองซึ่งเปรียบเสมือนขุนสมุทร ให้ความรู้สึกสง่างามค่ะ

วังขุนสมุทร

ภาพนี้คือ วังขุนสมุทร ขนาด 100 x 150 cm. ใช้เทคนิคสีอะคริลิค และทองคำเปลวบนผืนผ้าใบค่ะชิ้นนี้เป็นชิ้นสุดท้ายของชุดขุนสมุทร สร้างขึ้นเมื่อปี 2551 ค่ะ

ศิลปินเขียนภาพปูในท่วงท่าต่างๆ ที่แสดงถึงความมีกำลัง ใช้สีทองสื่อถึงพลังอำนาจของความดี สอดแทรกลวดลายไทยในแบบเฉพาะตัว รวมถึงภาพวิถีชีวิตประเพณีของท้องถิ่นบนตัวปู สร้างบรรยากาศด้วยโทนสีเข้ม กำหนดส่วนประธาน ส่วนรอง และสร้างอารมณ์ความรู้สึกของเทพเจ้าปูผู้คุ้มครองหมู่บ้านค่ะ

เดินชมกันต่อที่ห้องที่ 2 ในธีม “ชำระกิเลส” ค่ะ ผลงานชุดนี้คือความภาคภูมิใจของศิลปินผู้สร้าง เนื่องจากเป็นผลสัมฤทธิ์ของการความวิริยะอุตสาหะในการทำงานหนักจนได้พบแนวทางการทำงานของตนเองในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปะไทยร่วมสมัยค่ะ โดยแนวคิดหลักในงานชุดนี้คือ ความรู้สึกประทับใจและความเบิกบานใจในหลักธรรมะของพระพุทธศาสนา ในการเอาชนะและขจัดกิเลสออกไปจากดวงจิต นำมาสู่ความว่างและสุขสงบด้วยพระธรรม อันนำพาความสุขสงบร่มเย็นที่แท้จริงค่ะ

ชำระกิเลส 4

ภาพ ชำระกิเลส 4 ขนาด 150 x 200 cm. ใช้เทคนิคสีอะคริลิค และทองคำเปลวบนผ้าใบ สร้างสรรค์เมื่อปี 2553 ค่ะ ผลงานชุดชำระกิเลสชุดนี้ ศิลปินนำเสนอมิติที่ทับซ้อนกันของรูปทรงในทางลึก ด้วยน้ำหนักของรูปทรงต่างๆ ที่เพื่อสื่อถึงกิเลสที่ชัด และเลือนบ้างจนจางหาย อันแทนความหมายของจิตที่ต่อสู้กับกิเลส และกิเลสที่พ่ายแพ้จางสลายไปจากจิตใจซึ่งนำเสนอผ่านพื้นที่ว่างสีขาวค่ะ

ชำระกิเลส 7

ภาพนี้คือภาพ ชำระกิเลส 7 ขนาด 300 x 200 cm. ใช้เทคนิคสีอะคริลิค และทองคำเปลวบนผ้าใบ สร้างสรรค์เมื่อปี 2553 ค่ะ ผลงานชุดชำระกิเลสชุดนี้ ศิลปินนำเสนอมิติที่ทับซ้อนกันของรูปทรงในทางลึก ด้วยน้ำหนักของรูปทรงต่างๆ ที่เพื่อสื่อถึงกิเลสที่ชัด และเลือนบ้างจนจางหาย อันแทนความหมายของจิตที่ต่อสู้กับกิเลส และกิเลสที่พ่ายแพ้จางสลายไปจากจิตใจค่ะ

ส่วนหนึ่งของภาพ ชนะมาร 1

ภาพนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาพ ชนะมาร1 ค่ะ ศิลปินยังคงใช้เทคนิคสีอะคริลิค และทองคำเปลวบนผ้าใบ แต่เพิ่มความพิเศษตรงการซ้อนมุมของไม้ขึ้นมา ทำให้ภาพดูมีมิติขึ้นมาค่ะ ผลงานชิ้นนี้สร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปี 2556 ค่ะ

นอกจากศิลปินจะรักษาคอนเซ็ปต์ของกิเลสดังกล่าวแล้ว ศิลปินยังตีความกิเลสใหม่ด้วยการใช้จินตนาการเสริมแต่ง เช่น สถานการณ์ของโลกปัจจุบัน รวมทั้งการบันทึกสิ่งต่างๆ ที่เป็นตัวแทนของยุคสมัย ผสมผสานความละเอียดงดงามของลายเส้นและสีอันเป็นอัตลักษณ์ไทยในแบบฉบับของศิลปิน ดังจะเห็นได้จากการใช้สัญลักษณ์ของแบรนด์โทรศัพท์มือถือและเครือข่ายโซเชียลมีเดียที่เราคุ้นเคยกันดี เมื่อพิจารณาร่วมกับชื่อภาพก็อาจสื่อความถึงมารที่ทำให้คนในยุคปัจจุบันเกิดความลุ่มหลงและเสพติดสิ่งเหล่านี้ค่ะ

ส่วนหนึ่งของภาพ ชนะมาร 2

เช่นเดียวกับส่วนหนึ่งของภาพ ชนะมาร 2 ค่ะ ศิลปินยังคงใช้เทคนิคสีอะคริลิค และทองคำเปลวบนผ้าใบ บนไม้ย่อมุมค่ะ ผลงานชิ้นนี้สร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปี 2556 ค่ะ ภาพนี้มีความน่าสนใจตรงการนำเอาสัญลักษณ์ของแบรนด์อาหารฟาสต์ฟู้ดที่เรารู้จักกันดีมาผสมผสานในภาพ ซึ่งเมื่อดูประกอบกับชื่อภาพก็อาจสื่อถึงการเอาชนะทุนนิยม ที่ทำให้เราเกิดความอยากบริโภคไม่มีที่สิ้นสุดค่ะ

นอกจากนิทรรศการนี้จะเต็มไปด้วยงานจิตรกรรมอันงดงามแล้วยังมีงานประติมากรรมที่ประณีตอีกด้วยค่ะ ในชื่อชุด “ประติมากรรมไทยร่วมสมัย” จัดแสดง ณ ห้องที่ 3 ศิลปินแปรผลงานภาพเขียนต้นแบบมาเป็นงานประติมากรรมหล่อบรอนซ์ (สำริด) ในธีม “จตุรเทพ” หรือเทพมงคลทั้ง 4 ได้แก่ เทพอาชา หรือม้ามงคล อันเป็นสัญลักษณ์ถึงความดีงาม มุ่งมั่น วิริยะ อุตสาหะ รวมไปถึงความเด็ดเดี่ยวในการข้ามพ้นกิเลสทั้งปวง

เทพนาคราช

เทพนาคราช ประติมากรรมลำดับที่ 3 สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ร่มเย็น พร้อมด้วยมงคลทุกประการ ศิลปินรังสรรค์เศียรทั้ง 7 ให้มีความแตกต่างกันตามจินตนาการ เช่น มีเศียรเป็นเทพบุตร โครงสร้างของเทพนาคราชที่กำลังแผ่พังพานสร้างความรู้สึกยิ่งใหญ่ สง่างาม

เทพสุบรรณ

เทพสุบรรณ ประติมากรรมลำดับที่ 4 พญาครุฑเปี่ยมไปด้วยพลังอำยาจ บารมี อีกทั้งเป็นพาหนะทรงของพระนารายณ์ จึงสื่อถึงผู้มีธรรม และพลังอำนาจแห่งความดีย่อมเอาชนะกิเลสและอุปสรรคใดๆ ดุจดังท่วงท่าของเทพสุบรรณที่กำลังสยายปีกพุ่งทะยายสู่ทิพยสถาน ดินแดนแห่งความดีงาม นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่า พญาครุฑเป็นเทพประจำตัวที่จะคอยปกป้องคุ้มครองรักษาผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ด้วยค่ะ

เทพไอยรา

เทพไอยรา ประติมากรรมลำดับที่ 2 หรือเทพช้างที่สื่อถึงความเจริญก้าวหน้า ความสุข อุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง มั่นคง และสง่างามค่ะ

ศิลปินกำลังสลักชื่อที่ฐานมหาเทพไอยรา

ทั้งนี้ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ มหาเทพไอยรา หรือมหาเทพช้างหล่อสำริดขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านตระการตาอยู่กลางห้องที่ 3 ค่ะ ขนาด 350 x 220 x 150 cm. น้ำหนักประมาณ 700 กก. เลยทีเดียวค่ะ

มหาเทพไอยรา

มหาเทพไอยราตั้งอยู่บนฐานรอง ท่วงท่าการก้าวย่างไปข้างหน้าเปรียบเสมือนการเดินทางสู่จุดมุ่งหมายของชีวิตด้วยจิตใจอันมุ่งมั่น ศิลปินวิจิตรบรรจงปั้นแต่งลวดลายอันประณีต ทั้งประกอบเอาเทพยดาและสัตว์มงคลต่างๆ ลงบนเทพไอยรา เพื่อสื่อถึงบารมีอันเป็นเกราะคุ้มครองภยันตรายค่ะ

เศียรและงวงของมหาเทพไอยรา

เมื่อพิจารณาจะเห็นงวงที่ชูดอกบัวขึ้นสู่ฟ้า อันเป็นความตั้งใจของศิลปินที่จะสื่อถึงการแสดงสาธุการต่อพระพุทธเจ้าค่ะ

นอกจากนี้ศิลปินยังสรรสร้างประติมากรรมในรูปแบบอื่น ได้แก่ ประติมากรรมไทยนูนสูง มหาวิเนษกรมณ์ เกิดจากศิลปินประทับใจในลายปูนปั้นประดับหน้าบันโบสถ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จึงนำมาสร้างสรรค์เป็นประติมากรรมในรูปแบบเฉพาะตัว เล่าเรื่องของเจ้าชายสิทธัตถะที่ทรงม้ากัณฐกะเพื่อมุ่งไปสู่หนทางการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ประติมากรรมชิ้นนี้จึงเป็นการถวายพุทธบูชาแด่พระองค์

อีกทั้งยังมี เทพกระต่ายทอง ที่ศิลปินได้รับแรงบันดาลใจจากปีนักษัตรคือปีเถาะ อันเป็นปีพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ สร้างขึ้นเพื่อเป็นผลงานชิ้นเอกฝากไว้ในรัชสมัยนี้ค่ะ

นิทรรศการห้องสุดท้าย ศิลปินนำเสนอ “ชุดทอง” อันสื่อถึงความดีงามของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งยังสื่อความหมายถึงดวงจิตอันมุ่งมั่นที่จะไปสู่จุดมุ่งหมายของชีวิต

จิตวิญญาณแห่งผู้กล้า

ภาพนี้คือภาพ จิตวิญญาณแห่งผู้กล้า ขนาด 140 x 500 cm. ใช้เทคนิคสีอะคริลิค และทองคำเปลวบนผ้าใบ สร้างสรรค์เมื่อปี 2558 ศิลปินต่อยอดฝีมือของบรมครูช่างไทยในอดีตนำมาประยุกต์เป็นรูปแบบของตนเอง ใช้เทคนิคการตัดเส้นอันละเอียด มีชีวิตชีวาค่ะ

ส่วนหนึ่งของภาพจิตวิญญาณแห่งผู้กล้า

จะเห็นได้ว่าภาพนี้ศิลปินใช้สีสันที่ตัดกันรุนแรง ให้ความรู้สึกเข้มข้น พื้นหลังสีทองช่วยขับเน้นถึงความสง่างามมีพลัง ขณะเดียวกันลายเส้นที่อ่อนช้อยก็ให้ความรู้สึกนุ่มนวล นับเป็นภาพที่งดงามและทำให้จิตใจเบิกบานค่ะ

ในห้องนี้ยังมีชุด มรรค 8 ซึ่งจัดอยู่ในคอลเล็คชั่น “ชุดทอง” มีทั้งหมด 8 ภาพตามอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นงานที่ได้ประดับ ณ สนามบินสุวรรณภูมิค่ะ

มรรค 8

สัมมาอาชีวะ

ภาพ สัมมาอาชีวะ ขนาด 100 x 100 cm. ศิลปินใช้เทคนิคสีอะคริลิค และประดับทองคำเปลวบนผ้าใบ สัมมาอาชีวะ เป็นหลักธรรมลำดับที่ 5 ในมรรค 8 หมายถึงการเลี้ยงชีพชอบ โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นค่ะ

นอกจากนี้ยังมีภาพอื่นๆ เช่น เบ่งบานด้วยรัก ที่ศิลปินเขียนขึ้นเพื่อร่วมสมทบมูลนิธิศิริราชช่วยเหลือเด็กคลอดก่อนกำหนดค่ะ

เบ่งบานด้วยรัก

ภาพ เบ่งบานด้วยรัก ขนาด 100 x 100 cm. ศิลปินใช้เทคนิคสีอะคริลิค และประดับทองคำเปลวบนผ้าใบ ภาพนี้ศิลปินต้องการสื่อถึงความรักของแม่ที่มีให้กับลูกนั้นเบ่งบานไม่รู้จักหมดสิ้นดังดอกไม้ค่ะ

หลังเยี่ยมชมนิทรรศการจบ ความประณีตงดงามของศิลปะไทยร่วมสมัยในแบบฉบับของศิลปิน ไม่เพียงทำให้อิ่มเอิบใจเท่านั้น แต่ยังเปี่ยมด้วยความปีติเบิกบานในธรรมอันเป็นแก่นความคิดหลักที่ศิลปินมุ่งนำเสนอ จากยุคกรีกในอดีต ผู้คนชมศิลปะละครเวทีเพื่อการชำระล้างจิตใจ ไม่ต่างจากการชมงานศิลปะไทยดีๆ ในยุคนี้ที่ถือเป็นการชำระล้างจิตใจอันดียิ่งเช่นเดียวกันค่ะ

ทุกท่านสามารถมาสัมผัสเยี่ยมชมความงามกับผลงานจริงได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์เจ้าฟ้า ถนนเจ้าฟ้า เขตพระนคร (ตรงข้ามสะพานปิ่นเกล้า) เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ – อาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 น.

เรื่องโดย หญิงร้ายฯ

ภาพโดย Nutty

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพบางส่วนจาก

https://www.facebook.com/SuwatchaiTubtimSuWathnChayThabthim

 

Published in รีวิวจากนักท่องเที่ยว

แสดงความคิดเห็น

comments

ทิ้งคำตอบไว้